สภาผ่านงบปี 70 เอกนิติเตือนคลังวิกฤต ขณะที่ เท้ง ซัดงบเอื้อเอกชน
01 ก.ค. 2569 | titayu_pur

สภาฯ มติ 288:119 ผ่านร่างงบประมาณปี 2570 วาระแรก ตั้ง กมธ. 72 คนรีดงบไม่จำเป็น ด้านเอกนิติลั่นผ่าตัดคลังแก้ขาดดุลเรื้อรัง หวั่นกู้เพิ่มประเทศพัง
ข่าว
01 ก.ค. 2569 | titayu_pur

สภาฯ มติ 288:119 ผ่านร่างงบประมาณปี 2570 วาระแรก ตั้ง กมธ. 72 คนรีดงบไม่จำเป็น ด้านเอกนิติลั่นผ่าตัดคลังแก้ขาดดุลเรื้อรัง หวั่นกู้เพิ่มประเทศพัง
KEY
POINTS
1 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเสียงข้างมากรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 หลังการอภิปรายมาราธอน 3 วัน 3 คืน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและแก้วิกฤตเศรษฐกิจ โดยตั้ง กมธ.วิสามัญฯ 72 คน ปรับลดงบไม่จำเป็น พร้อมรับฟังข้อท้วงติงจากฝ่ายค้าน ท่ามกลางคำเตือนเรื่อง วิกฤตการคลัง และนโยบาย งบประมาณปี2570 ที่ต้องรักษาวินัยอย่างเข้มงวด
ช่วงค่ำวันนี้ (1 ก.ค. 69) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเสียงข้างมาก 288 ต่อ 119 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง รับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวาระแรก ภายหลังการพิจารณาตลอด 3 วัน 3 คืน พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จำนวน 72 คน เพื่อปรับแก้และปรับลดงบประมาณจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็น
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายสรุปภาพรวมร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 โดยย้ำว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ตอบโจทย์วิกฤตการคลัง ไม่ได้ลงทุนกับอนาคตของประเทศ และไม่เห็นหัวประชาชนอย่างเพียงพอ อีกทั้งเงินจำนวนมากยังถูกจัดสรรผิดที่ โดยส่งตรงไปยังโครงการที่ผู้รับเหมาบางกลุ่ม ที่มีความสัมพันธ์กับคนในรัฐบาล และถูกจัดสรรไปยังองค์กรอิสระ ที่รัฐบาลไม่อยากแตะต้อง หรือจงใจหลีกเลี่ยงไม่ใช้เงินในงบประมาณ แต่ไปใช้พระราชกำหนดเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่สภาฯ ควบคุมไม่ถึง
ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่มาจากภาษีประชาชน จึงไม่ได้ช่วยไทย แต่กำลังช่วยใครบางคนที่เป็นเสาค้ำยันอำนาจรัฐบาลสีน้ำเงินนี้อยู่
ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า รัฐบาลทราบดีว่าประเทศเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ รัฐบาลจึงตั้งเป้าภายใน 4 ปี ประเทศไทยจะกลับมาติดอันดับ 20 เศรษฐกิจโลก และต้องการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้โตมากกว่า 3% ซึ่งหากรัฐบาลไม่ตั้งเป้าให้ชัดเจนร่วมกับเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศ ประเทศก็จะถดถอยไปเรื่อย ๆ
นายเอกนิติ ระบุว่า เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อราคาน้ำมันแพงและต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ตัวเลขที่เคยเกินดุลกลับขาดดุลเกือบ 500,000 ล้านบาท หากไม่เร่งแก้ไขการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และยังไม่ทราบว่าสงครามในตะวันออกกลางจะจบลงเมื่อใด ก็จะทำให้ค่าครองชีพประชาชนสูงขึ้น บัญชีเงินสะพัดหรือรายได้เงินตราต่างประเทศกลับมาขาดดุล
รัฐบาลจึงตัดสินใจตราพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อแก้วิกฤตปากท้อง และนำ AI ไปสอนผู้ประกอบการให้ใช้คำนวณราคาต้นทุนสินค้า ทำบัญชีอย่างง่าย เพื่อวิเคราะห์รายได้และนำบัญชีไปกู้เงินภาครัฐเพื่อแก้หนี้นอกระบบ ดังนั้น โครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อช่วยคนไทยตัวเล็กตัวน้อย พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย พร้อมการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ให้ประชาชนใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น
นายเอกนิติ ยืนยันว่า ตนตั้งใจผ่าตัดและรักษาโรคงบประมาณขาดดุลเรื้อรัง และเป็นผู้เสนอแผนยั่งยืนทางการคลังระยะปานกลาง โดยจะลดการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ภายในปี 2572 ตามมาตรฐานโลก และในปีนี้ยังมีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด โดยเริ่มนำร่องลดการขาดดุลจาก 4.4% ของ GDP เหลือ 3.9% ของ GDP จนประเทศไทยได้รับอันดับความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น
นายเอกนิติ ยอมรับว่า สถานการณ์การคลังของประเทศอยู่ในภาวะตึงตัว จึงต้องเน้นวินัยการคลัง และพร้อมผ่าตัดงบประมาณที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้เหลืองบลงทุนสำหรับประเทศ
นายเอกนิติ ระบุว่า งบประมาณปีนี้ตัดลดงบลงทุน 70,000 ล้านบาท เพราะต้องการรักษาวินัยการคลัง รายจ่ายประจำจึงเพิ่มขึ้นจากแผลเก่าในอดีตที่ไม่เคยเปิดเผย และประเทศไม่สามารถกู้ได้มากกว่านี้ เพราะมิเช่นนั้นอาจเจอวิกฤตการคลังซ้อนวิกฤต ซึ่งประเทศอาจพังทลายได้ จึงต้องผ่าตัดงบประมาณ ซึ่งเป็นความตั้งใจของรัฐบาล โดยงบลงทุนยังมีจากทั้งรัฐวิสาหกิจและงบส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สมาร์ทกริด เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ โดยเปิดให้เอกชนมาร่วมลงทุนในพลังงานสะอาดและสมาร์ทกริด เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศ รวมถึงการลงทุนทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับภัยแล้ง
นายเอกนิติ ย้ำว่า แม้การจัดทำงบครั้งนี้จะอยู่ภายใต้งบจำกัด แต่รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับประชาชน และผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยงบฉบับนี้จะเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มุ่งสร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประชาชน ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อให้เกิดผลกับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอของ สส. นั้น ตนขอให้กรรมาธิการฯ ที่สภาฯ แต่งตั้งขึ้น นำไปประกอบการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น พร้อมเชิญชวน สส. มาร่วมกันพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างอนาคตให้คนไทย ให้คนไทยมีความหวังในความเป็นอยู่ และขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศดีขึ้น
ทั้งนี้ สำหรับกรรมาธิการฯ 72 คน อาทิ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ สื่อมวลชน ร่วมเป็นคณะกรรมาธิการฯ ในสัดส่วนคณะรัฐมนตรี