เนชั่นทีวี

ข่าว

ราชาไม่ยอมลงบัลลังก์! "เมสซี" กดแฮตทริกดับแสง "เอ็มบัปเป-ฮาลันด์"

17 มิ.ย. 2569 | Colly

ราชาไม่ยอมลงบัลลังก์! "เมสซี" กดแฮตทริกดับแสง "เอ็มบัปเป-ฮาลันด์"

จากความเชื่อที่ว่า ฟุตบอลโลก 2026 จะเป็นจุดเปลี่ยนของยุคสมัยและการก้าวสู่ยุคของเอ็มบัปเป้-ฮาลันด์ แต่สุดท้าย "ลิโอเนล เมสซี" ก็ส่งสัญญาณด้วยแฮตทริกประวัติศาสตร์ พิสูจน์ว่าบัลลังก์ราชาลูกหนังโลกยังไม่เปลี่ยนมือ

ปรากฏการณ์ในศึกฟุตบอลโลก 2026 นัดที่ ลิโอเนล เมสซี ซูเปอร์สตาร์ทีมชาติอาร์เจนตินาระเบิดฟอร์มทำแฮตทริกใส่แอลจีเรีย แสดงให้เห็นว่าในค่ำคืนที่ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งยุคกำลังพยายามส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจในโลกฟุตบอล แต่ชายวัยใกล้ 39 ปีรายนี้กลับส่งข้อความที่ทรงพลังยิ่งกว่ากลับไปว่า "ถ้าคิดจะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง คุณก็ต้องข้ามศพเบอร์หนึ่งไปให้ได้ก่อน" และเขายังคงเป็นศูนย์กลางที่โลกฟุตบอลต้องหมุนรอบตัวเขาอยู่เช่นเดิม

 

เอ็มบัปเป้-ฮาลันด์ เขย่าบัลลังก์ก่อนโดนรุ่นใหญ่สั่งสอน

ก่อนหน้ามหากาพย์ที่แแคนซัสซิตีจะเริ่มขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง คลื่นลูกใหม่อย่าง คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ดาวยิงฝรั่งเศสวัย 27 ปี เพิ่งจะทำสองประตูในเกมชนะเซเนกัล 3-1 แซงหน้าเมสซีขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลชั่วคราว ขณะที่ เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ยอดกองหน้าชาวนอร์เวย์วัย 25 ปี ก็ประกาศศักดาในฟุตบอลโลกหนแรกของเจ้าตัวด้วยการเหมาสองประตูพาบ้านเกิดถล่มอิรัก 4-1

โลกฟุตบอลในขณะนั้นแทบจะเขียนสคริปต์รอต้อนรับราชาคนใหม่ และพร้อมจะตราหน้าเมสซีรวมถึง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในวัย 41 ปีว่าเป็นคนรุ่นเก่าที่กำลังจะตกยุค

ทว่าเมื่อสิ้นเสียงนกหวีดที่สนามแอร์โรว์เฮด สเตเดียม เมสซีกลับเป็นฝ่ายทวงบัลลังก์คืนอย่างเบ็ดเสร็จ เขายิงแซงเอ็มบัปเป้กลับไปอีกครั้ง ก่อนจะเดินหน้ากดแฮตทริกทาบสถิติ มิโรสลาฟ โคลเซ่ ที่ 16 ประตู และจารึกสถิติอันน่าทึ่งด้วยการเป็นทั้งผู้เล่นอาร์เจนตินาที่อายุน้อยที่สุดและอายุมากที่สุดที่ทำประตูได้ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

จังหวะประตูที่ 3 ของ ลิโอเนล เมสซี

เจาะลึก 3 ประตูสุดคลาสสิก "เมจิก-นักล่า-รุกฆาต"

จริง ๆ แล้ว 3 ประตูของกัปตันทีมฟ้าขาวในค่ำคืนนี้เกือบจะได้มากกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะเมสซีส่งบอลซุกก้นตาข่ายได้ตั้งแต่นาทีที่ 6 จากการประสานงานร่วมกับ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ แต่ถูกริบคืนเนื่องจากเป็นจังหวะล้ำหน้าเพียงนิดเดียว มิเช่นนั้นเขาจะทำลายสถิติของโคลเซ่ลงทันที อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นอภินิหารของจริงก็เริ่มต้นขึ้น

  • ประตูที่ 1 (นาทีที่ 16): จังหวะลากตัดเข้ากลางดวลกับกองหลังแอลจีเรียถึง 5 คน ก่อนตะบันด้วยซ้ายข้างถนัดจากระยะ 20 หลา บอลพุ่งแรงเช็ดปลายนิ้ว ลูก้า ซีดาน นายทวารแอลจีเรีย (ลูกชายของ ซีเนดีน ซีดาน) เข้าหน้าต่างอย่างเฉียบคม เป็นประตูระดับมาสเตอร์พีซที่เป็นเครื่องหมายการค้าของเมสซีอย่างแท้จริง
  • ประตูที่ 2 (นาทีที่ 60): แสดงให้เห็นถึงสัญชาตญาณความเป็นยอดนักล่า (Poacher) เมื่อ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ยิงไกลเต็มแรงจนผู้รักษาประตูรับกระฉอกออกมา เมสซีที่ใช้สมองอ่านเกมและยืนอยู่ในตำแหน่งไม่ล้ำหน้า พุ่งเข้าซ้ำลูกส้มหล่นอย่างง่ายดาย สะท้อนภาพลักษณ์ของตำนานที่เล่นด้วยสมองมากกว่ากำลังขาในวัยย่าง 39 ปีในสัปดาห์หน้า

  • ประตูที่ 3 (นาทีที่ 78): เป็นผลพวงจากความเหนือชั้นที่บดขยี้แนวรับแอลจีเรียจนหมดสภาพท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ เมสซีถูกทิ้งให้ยืนว่างอย่างไร้ตัวประกบก่อนรับบอลจาก นิโก้ กอนซาเลซ แล้วสับไกยิงเลียดเบียดเสาเข้าไปอย่างเฉียบขาด เป็นการเดินหมาก "รุกฆาต" (Checkmate) ตอกฝาโลงอย่างสมบูรณ์แบบก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 79 ท่ามกลางการยืนปรบมือสรรเสริญ (Standing Ovation) จากแฟนบอลหลายหมื่นคน

ลิโอเนล เมสซี

เอ็มบัปเป้-ฮาลันด์ อาจเป็นดาวเด่น แต่เมสซีคือดวงอาทิตย์

ทั้งเอ็มบัปเป้และฮาลันด์ต่างแสดงศักยภาพของยอดดาวยิงระดับโลกออกมาได้อย่างไร้ที่ติในเกมนัดเปิดสนามของพวกเขา เอ็มบัปเป้ในสีเสื้อเรอัล มาดริด และทีมชาติฝรั่งเศสถูกวางตัวให้เป็นทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์อย่างเป็นทางการ ขณะที่ฮาลันด์คือเครื่องจักรสังหารประตูที่กวาดแชมป์ระดับสโมสรมาหมดสิ้น แสงสว่างของดาวทั้งสองดวงนั้นเจิดจรัสมากในทัวร์นาเมนต์นี้

ทว่าตราบใดที่ ลิโอเนล เมสซี ยังคงเดินลงสู่ผืนหญ้าในฟุตบอลโลก เขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า บรรดาดาวรุ่งหรือซูเปอร์สตาร์คนอื่น ๆ อาจจะเป็นได้เพียงแค่ "ดวงดาว" ดวงใหญ่บนท้องฟ้า แต่สำหรับเมสซี เขายังคงเป็น "ดวงอาทิตย์" เพียงดวงเดียวที่ระบบสุริยะแห่งโลกฟุตบอลยังจำเป็นต้องโคจรรอบตัวเขาอยู่เสมอ

ข่าวล่าสุด