เนชั่นทีวี

ข่าว

"ชัชชาติ" เปิดใจชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. สมัย 2 ชูธงทำงานไร้สังกัดพรรค

01 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

"ชัชชาติ" เปิดใจชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. สมัย 2 ชูธงทำงานไร้สังกัดพรรค

"ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" เจาะลึกเหตุผลคนกรุงเทพฯ เทใจเลือกผู้สมัครอิสระ พร้อมเผยแบบเปิดใจกับภารกิจเร่งด่วน หากได้รับความไว้วางใจให้สานต่องานพัฒนาเมืองต่ออีกสมัย

"ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" เจาะลึกเหตุผลคนกรุงเทพฯ เทใจเลือกผู้สมัครอิสระ พร้อมเผยแบบเปิดใจกับภารกิจเร่งด่วน หากได้รับความไว้วางใจให้สานต่องานพัฒนาเมืองต่ออีกสมัย

KEY

POINTS

  • กระแสเลือกอิสระ: การลงสมัครอิสระช่วยลดกำแพงความขัดแย้ง ระหว่างพรรคการเมือง ทำให้การทำงานระดับท้องถิ่น มีความคล่องตัวและสร้างความร่วมมือได้ง่ายขึ้น

     
  • ความสำเร็จวัดที่ผลงาน: หัวใจสำคัญของการป้องกันแชมป์ไม่ใช่ตัวเลขคะแนนเสียง แต่คือการมีนโยบายที่พร้อมสานต่อภารกิจเพื่อคนกรุงเทพฯ ทันทีโดยไม่เสียเวลา

     
  • โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ: ธีมหลักในการทำงานสมัยที่ 2 หากได้รับเลือกตั้ง คือการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยกระดับความโปร่งใสในทุกหน่วยงานของ กทม.

 

1 มิถุนายน 2569 ยิ่งเข้าใกล้โค้งสุดท้ายก่อนศึกเลือกตั้งผู้ว่ากทม 28 มิถุนายน 2569 การขับเคี่ยวยิ้งเข้มข้น เมื่อผลโพลชี้กระแสความนิยมผู้สมัครอิสระ มาแรงแซงทางโค้ง ตอกย้ำความต้องการเห็นการบริหารเมือง ที่ลดความขัดแย้งทางการเมือง และมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชนสูงสุด 


โดยผลสำรวจในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ มีหัวข้อการสำรวจที่น่าสนใจ ประเด็นหนึ่งคือ ประชาชนจะเลือกผู้สมัครอิสระหรือสังกัดพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสถาบันพระปกเกล้าฯ หรือนิด้าโพล ที่เปิดเผยออกมาเมื่อไม่นานนี้ ดูจะสอดคล้องกันหมดว่า ประชาชนชาวกทม.ให้ความสนใจผู้สมัครสังกัดอิสระมากกว่าสังกัดพรรคการเมือง


และถ้าเราย้อนกลับไปดูผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก่อนสี่ปีที่แล้ว ผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองมักประสบความสำเร็จ มากกว่าลงอิสระ ไม่ว่าจะเป็นช่วง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง สังกัดพรรคพลังธรรม หรือกรณี นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้สังกัดอิสระประสบความสำเร็จ ก็มีเช่น อดีตผู้ว่า โจ พิจิตต์ รัตกุล กระทั่งมาถึง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เมื่อสี่ปีก่อน


แล้วสำหรับครั้งนี้เป็นอย่างไร เนชั่นทีวี ได้มีโอกาสเปิดใจ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่ลงทำการแข่งขันป้องกันแชมป์อีกสมัย โดยเราขอให้ นายชัชชาติ สวมบทนักวิเคราะห์การเมืองสไตล์เนชั่น สักหน่อยว่า วิเคราะห์ว่าเพราะอะไร ประชาชนชาว กทม.เลือกผู้สมัครอิสระมากกว่าสังกัดพรรคการเมือง

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

 

คนเบื่อพรรคการเมืองทะเลาะกัน

 

อาจารย์ชัชชาติ วิเคราะห์ว่า ถ้าให้ผมสวมบทในฐานะประชาชนวิเคราะห์ว่า ประชาชนอาจเบื่อการเมืองทะเลาะกันระหว่างพรรค การเมืองมีแบ่งพรรคแบ่งพวก บางทีเราเกลียดคนตั้งแต่ยังไม่รู้จักกัน แล้วไปเกลียดตั้งแต่ใส่หมวกพรรค เกิดความขัดแย้ง แต่ในระดับท้องถิ่น เห็นว่าช่วงสี่ปีที่ผ่านมา เราไม่สังกัดพรรคเราก็ทำงานได้ ยกมือไหว้ทุกคน ประชาชนอยากเห็นความร่วมมือมากขึ้น พอเป็นอิสระทำงานร่วมกันได้ง่าย ผมว่า การเมืองระดับท้องถิ่นไม่ได้เข้มข้นเหมือนระดับชาติ ระดับชาติอาจมีนโยบายต่างๆ มีความละเอียด

 

 

“ผมเคยฟังจากอเมริกา อย่างการกวาดถนน ไม่มีหรอกพรรคไหนมีวิธีการกวาด ขึ้นอยู่กับความเอาจริงเอาจัง ไม่ว่าพรรคไหนก็กวาดถนนเหมือนกัน แต่ว่าเรื่องที่เป็นนโยบายของพรรค อาจไม่ได้มีผลมากกับเมือง  การเป็นอิสระช่วยให้ทุกคนร่วมกันทำงานได้ การมีชื่อพรรคอาจทำให้หาแนวร่วมยาก แล้วความเป็นอิสระทำให้ประชาชนตัดสินใจง่ายขึ้นด้วยว่า เราไม่มีชื่อพรรค ตรงนี้อาจเป็นแนวโน้มที่คนกรุงเทพ อยากเห็นการทำงานร่วมมือร่วมใจกัน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผู้สมัครจะสังกัดพรรค หรืออิสระ ตนเห็นว่า ก็มีข้อดีและข้อเสียพอๆ กัน” 

 

 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

ผลคะแนนชี้วัดความนิยม พ่อเมืองเสาชิงช้าสมัยสอง?

 

-ถามว่า สมมติว่า คุณชัชชาติ ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่สอง โดยที่คะแนนน้อยกว่าเมื่อสี่ปีที่แล้ว (1.38 ล้านเสียง) ถือว่า ประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะถ้าหากย้อนกลับไปในอดีต มีผู้ว่าฯ กทม.ที่ประสบความสำเร็จเป็นผู้ว่าฯ สมัยสอง มักมีคะแนนเพิ่มขึ้น 

 

นายชัชชาติ กล่าวว่า “เราคงต้องดูว่าประชาชนออกมาใช้สิทธิ์กี่เปอร์เซนต์ เราก็อยากได้คะแนนเยอะที่สุดเหมือนกัน แต่ต้องดูอีกที แต่ไม่เป็นอะไร เพราะหัวใจที่เราโฟกัสมากที่สุดไม่ใช่ผลเลือกตั้ง แต่สิ่งที่เราจะเสนอให้ประชาชน สมมติต้องทำสี่ปี ถือว่ายากนะ ได้บอกทีมงานว่าอย่าไปสนใจเรื่องโพล เรื่องคู่แข่งโจมตีอะไรมาก เราเน้นของเราเอง ว่าจะเพิ่มอะไร คิดถึงนโยบายเป็นหลัก แพ้ชนะหรือได้เยอะแค่ไหน ก็ไม่เป็นไร เพราะนาทีที่ต้องไปต่อหรือไม่ไปต่อ อันนี้เป็นหัวใจ ถ้าไปต่อ เรามีอะไรพร้อมไหม ไม่มีเวลาให้เสียแล้ว”

 

 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

 

 

สิ่งแรกที่ต้องทำหากได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.

 

-ถามว่า สมมติได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ สิ่งแรกที่ต้องทำคืออะไร อย่าตอบว่า ทำทุกอย่าง

 

นายชัชชาติ กล่าวว่า 250 นโยบายต้องทำเลย สมมติเรามีข้าราชการ ลูกจ้าง กทม. แปดหมื่นคน การศึกษา ต้องทำไหม การปรับการศึกษาเทคโนโลยี ต้องทำเลย น้ำท่วมต้องทำไหม เราต้องทำเลย รอไม่ได้ เพราะทุกคนมีแผน วันแรกต้องก้าวได้เลย ถ้าเราบอกทำเรื่องนี้เรื่องแรก ก็ลั่ลล๊าเลย ทุกหน่วยงานต้องรู้หน้าที่ตัวเอง แต่คิดว่าธีมหลัก คือเพิ่มความโปร่งใส ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เทคโนโลยีเหมาะสมใช้ทุกหน่วยงาน สาธารณสุข การศึกษา ระบายน้ำ สิ่งแวดล้อม ต้องเอาธีมนี้เป็นหลัก

 

 

“เพิ่มประสิทธิภาพทุกหน่วยงาน โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม รวมถึงความโปร่งใส” อาจารย์ชัชชาติ เน้นย้ำ ธีมหลักทันทีที่ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.

 

 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

 

 

ที่แรก ล้วงลึก กระเป๋าลับ “ชัชชาติ” สะพายหาเสียง เปิดปรัชญาชีวิต “เอ๊ะมาก อย่าอืออย่างเดียว”

 

ย้อนกลับไปเมื่อสี่ปีที่แล้ว ก่อนที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประสบความสำเร็จได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. ภาพที่ชาว กทม. พบเห็นจนติดตา ถูกเผยแพร่ทางโซเชียล กลายเป็นไวรัล นั่นคือ การที่ ชัชชาติ สวมเสื้อยืด กางเกงขาสั้น ถือถุงแกง คีบรองเท้าแตะ เข้าวัดไปใส่บาตร หรือแม้กระทั่งช่วงการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่า ฯ กทม. อาจารย์ชัชชาติ ก็จะสะพายกระเป๋าที่ทำจากไวนิลป้ายหาเสียง ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่จากทีมงานเพื่อนชัชชาติ ช่วงนั้นไม่อยากให้ไวนิลป้ายหาเสียง กลายเป็นขยะหลังการเลือกตั้ง จึงมีแผนนำกลับมาหมุนเวียน (recycle) โดยตัดเย็บเป็นกระเป๋า หรือเป็นผ้ากันเปื้อนไว้ใช้ต่อกันเองในทีม โดยที่ ชัชชาติ ประเดิมสะพายโชว์ก่อน


แต่สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. รอบนี้ ในการลงพื้นที่หาเสียง ตามสไตล์บุรุษผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี กลับพบว่า “อาจารย์ชัชชาติ” ได้สะพายกระเป๋าหนังแนบติดตัว จนเกิดความสงสัยว่า ภายในกระเป๋ามีอะไรอยู่บ้าง มีวัสดุอุปกรณ์ช่วยหาเสียงหรือไม่


ในช่วงที่ “เนชั่นทีวี” ได้มีโอกาสเปิดใจอาจารย์ชัชชาติ เราจึงหาคำตอบจากปาก ชัชชาติ เพื่อคลายความสงสัยกัน อาจารย์ชัชชาติ หยิบกระเป๋าสะพายคู่ใจ พร้อมกับเปิดซิป หยิบอุปกรณ์ต่างๆ ภายในกระเป๋า พร้อมกับเล่าให้เราฟัง โดยออกตัวก่อนว่า

 

อึ้ง “เครื่องดื่มบู้ทพลัง” ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

 

“นี่เป็นการเปิดเผยกับเนชั่นทีวีที่แรก คือกระเป๋าใบนี้ เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ มีโทรศัพท์ กระเป๋าตังค์ แว่นสายตา สเปรย์ดับกลิ่นตัว เกรงใจเขามากเลยเวลาหาเสียง จึงต้องมาใช้ดับกลิ่นตัว แว่นกันแดดเพราะเจ็บตา สเปรย์ดับกลิ่นปาก เป็นเรื่องกำจัดความน่ารังเกียจของตนเอง อันนี้น่าสนใจ คือกาเฟอีนกระป๋อง เวลาบู้ทพลัง คล้ายๆ กระทิงแดง ซื้อมาจากอเมริกา หนึ่งขวดมีปริมาณ 230 มิลลิกรัม เท่ากับกาแฟสี่แก้ว

 

“เวลาบู๊ทจะได้พลัง เวลากินแล้ว ดีดเลยนะ เป็นกาเฟอีนไม่ใช่อย่างอื่นนะ”

 

นอกจากนี้ น้ำยาหยอดตา ตอนนี้เจ็บตาเวลานั่งรถแห่ ที่ชาร์จแบต และน้ำตาเทียม ที่ติดตัวประจำขาดไม่ได้ คือสเปรย์ดับกลิ่นปาก และดับกลิ่นตัว เพราะต้องลงพื้นที่ตลอด เจอคนเยอะ แต่สมัยนี้ กระเป๋าตังค์ไม่ใช้ ห้ามหาเสียง เวลากินอะไร ก็ให้คนไปช่วยหาให้ ก็มีเท่านี้

 

"ชัชชาติ" เปิดใจชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. สมัย 2 ชูธงทำงานไร้สังกัดพรรค

"ชัชชาติ" เปิดใจชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. สมัย 2 ชูธงทำงานไร้สังกัดพรรค

 

 

-ต่อเสียงวิจารณ์ ภาพ นายชัชชาติ วิ่งออกกำลังกาย อย่างเดียวไม่ทำงาน คิดเห็นอย่างไร

 

นายชัชชาติ ยอมรับว่า เป็นเรื่องธรรมดา ถือว่าเป็นไลฟ์สไตล์ ผมมองว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราจะอาสามาทำงานใหญ่ หรือแค่ดูแลคนที่เรารักก็ตาม ถ้าสุขภาพไม่ดี เราทำไม่ได้หรอก

 

เผยเหตุผลกินใจ “วิ่ง” เพื่ออะไร

 

นายชัชชาติ เปิดเผยถึงกิจวัตรประจำวันว่า โดยปกติ ตนจะนอนสามทุ่มครึ่ง พักผ่อน 6 ชั่วโมง ตื่นมาตีสามตีสี่ ทำกิจวัตรภายในบ้านเสร็จก็ออกไปวิ่ง ฉะนั้น คนที่จะรู้จักผมก็จะไม่เชิญผมไปงานกลางคืนมาก เวลาไปงานดึก ผมก็จะขอกลับก่อน

 

“ผมเชื่อว่า ชีวิตเรา ก็เหมือนกับเอาสิ่งสำคัญใส่ไว้ในโถแก้ว ทุกคนมีโถแก้วเหมือนกัน 24 ชั่วโมง มีหิน กรวด ทราย ถ้าเราเอาเรื่องไร้สาระมาใส่ไว้ก่อน สุดท้ายเรื่องสำคัญไม่มี และเราเชื่อว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้น เราจึงเอาสุขภาพมาก่อน ตีสี่ออกกำลังกายไปวิ่ง ถือโอกาสดูเมืองไปด้วย คุยกับคนกวาดขยะ คุยกับแท็กซี่ เราก็จะได้รับทราบปัญหาไปด้วย” นายชัชชาติ เฉลยเหตุผลลึกๆ ของการวิ่ง

 

ปรัชญาชีวิต “เอ๊ะมาก อย่าอืออย่างเดียว”

 

ตอนท้าย เราขอให้ นายชัชชาติ ช่วยเปิดเผยปรัชญาชีวิตของท่านหน่อยคืออะไร นายชัชชาติ บอกว่า สำหรับการทำงานของผมนั้น ก็คือ “เอ๊ะมาก อย่าอืออย่างเดียว” คือเห็นอะไรปุ๊บ ต้องสงสัยว่าทำให้ดีขึ้นได้ไหม ถ้าเรายอมรับสภาพที่เป็นอยู่ สุดท้ายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น คนเป็นผู้ว่าฯ กทม. นโยบายที่ต้องเอ๊ะกรุงเทพ มันต้องทำให้ดีขึ้นได้ เอ๊ะ แล้วพัฒนามาเป็นนโยบาย พัฒนาให้ดีขึ้นได้

 

 

"ชัชชาติ" เปิดใจชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. สมัย 2 ชูธงทำงานไร้สังกัดพรรค

ข่าวล่าสุด