2.วิกฤตพลังงาน ภาระประชาชนบนความมั่งคั่งของกลุ่มทุน ในขณะที่ประชาชนควักเนื้อจ่ายค่าน้ำมันจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว แต่งบการเงินไตรมาส 1/2569 ของบริษัทยักษ์ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันกลับ “รวยจนทนไม่ไหว” กวาดกำไรสุทธิสูงถึง 19,481 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่มีกำไรเพียง 2,458 ล้านบาท เท่ากับกำไรพุ่งพรวดเดียว 17,023 ล้านบาท หรือโตกว่า 450% ภายใน 3 เดือน! โดยเฉพาะรายได้จากการขายที่ทะยานสูงถึง 114,809 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยังทำเป็นไขสือแสร้งตามหา “ไอ้โม่ง” ที่ฟันกำไรจากวิกฤตน้ำมันนี้คือ เบาะแสชี้ถึงหลักฐานที่สำคัญ หรือกรณีกลุ่มไฟฟ้าเอกชนแห่งหนึ่งที่ขายไฟให้รัฐรายงานกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โตกว่า 40% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กวาดกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 1,490 ล้านบาท
ข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้คือหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงสร้างพลังงานไทยกำลังป่วยขั้นรุนแรง ถึงเวลาที่รัฐบาลและรัฐสภาต้องหันมาซ่อมถังเศรษฐกิจที่รั่วให้ประชาชนเสียที
3.สร้างความรับผิดชอบหน่วยรับงบประมาณให้ใช้งบลงทุนตามเวลาที่ได้อนุมัติ ที่ผ่านมาใช้ไม่เกิน 20% เป็นเหตุให้งบค้างท่อจำนวนมาก ซึ่งในทางบัญชีบริหาร นี่คือความล้มเหลวอย่างร้ายแรง การกู้เงินมาแล้วใช้ไม่หมด แต่ "ดอกเบี้ยเดินตั้งแต่วินาทีแรก" คือการเอาเงินภาษีของประชาชนไปเผาทิ้งเปล่าๆ รัฐบาลกู้เงินเกินความสามารถในการเบิกจ่ายซึ่งเป็นการสร้างภาระโดยไม่จำเป็น ข้อมูลเชิงประจักษ์ ในปีงบประมาณ 2567-2568 รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเงินกู้สูงถึง 451,000 ล้านบาท ภาระหนี้และดอกเบี้ยทั้งหมดนี้ตกอยู่กับประชาชนและลูกหลานในอนาคต
ผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรต้องรอติดตาม แต่ในมุมมองเชิงโครงสร้าง "ความยุติธรรมต้องมาก่อนเงินกู้" รัฐบาลต้องเลิกอุดรูรั่วด้วยการสร้างหนี้ ด้วยการคุ้มครองสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รัฐต้องรักษาสัดส่วนการถือครองกิจการไฟฟ้า น้ำมัน และน้ำประปา ไว้ไม่น้อยกว่า 51% เพื่อให้รัฐยังมีอำนาจกำหนดนโยบาย ควบคุมราคา และรักษาผลประโยชน์ของประชาชน และเร่งแก้ไขหรือปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้าให้เกิดความสมดุลการค้าระหว่างการค้าเสรีกับการป้องกันการผูกขาด การฮั้วราคา การขายตัดราคา และการใช้อำนาจเหนือตลาดเอาเปรียบผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะในภาคค้าปลีก ค้าส่ง และแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่กำลังควบคุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำในเวลาเดียวกัน ประการสำคัญที่สุดคือการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำรัฐด้วยหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง เพื่อให้ประชาชนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญทางประวัติศาสตร์ หากรัฐยังใช้นโยบายก่อหนี้ เพื่อประคองโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิม โดยไม่ปฏิรูปความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง วิกฤตจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ถึงเวลาที่รัฐต้องเลิกอุดรูรั่วด้วยเงินกู้ แล้วหันมาซ่อมถังด้วยการสร้างความเป็นธรรม หากไม่ทำเช่นนั้น เงินกู้ 400,000 ล้านบาทนี้ จะเป็นเพียงภาษีที่ประชาชนกู้มาเพื่อจ่ายเป็นกำไรปันผลให้กลุ่มทุนผูกขาดเท่านั้น