เป็นที่ทราบโดยทั่วกัน "141 ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย" คว้าสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล แต่เงื่อนไขที่จะรวบรวมเสียงส.ส.และส.ว.ให้ทะลุ 374 เสียง ไปต่อได้ง่ายๆ "ต้องไม่มีพรรคก้าวไกล" นับจากนี้ต้องจับจังหวะ"ขุนพลค่ายสีแดง" จะเดินเกมอย่างไร ในห้วงเวลาที่เหลือก่อนถึงวันที่ 27 กรกฎาคม
โดยเฉพาะลีลาของกุนซือขมองอิ่ม "ภูมิธรรม เวชยชัย" รองหัวหน้าพรรคที่รู้กันว่าเป็นสายตรงของคนแดนไกลในการเดินสายคุยกับ 188 ส.ส.และ 250 ส.ว.ได้ทั่วถ้วน เพราะการประชุมรัฐสภาวันที่ 27 กรกฎาคม โอกาสจะอยู่ที่"พรรคสีแดง"ในการเสนอแคนดิเดตนายกฯ ขณะที่คนแดนไกลวางหมากไว้เช่นใดต้องดูการขยับของ "ภูมิธรรม" เป็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน ต้องติดตามความเคลื่อนไหวแกนนำพรรคอื่นๆ ด้วยว่า ขยับเช่นใด โดยในเจ็ดวันข้างหน้านั้น "สามแคนดิเดตของค่ายเพื่อไทย คือ "เศรษฐา ทวีสิน" ,"ชัยเกษม นิติศิริ" ,"แพทองธาร ชินวัตร"นั้น "หนึ่งในสามรายชื่อ"จะโดนจั่วออกมาในการลงมติจากสมาชิกรัฐสภาว่าจะเห็นชอบหรือไม่
มีการวางสมการคร่าวๆว่า พรรคสีแดงจะโยนชื่อ"เสี่ยนิด"ออกมาก่อน และสังคมรับรู้กันว่า "เสี่ยนิด"พยายามใช้ความเห็นให้พรรคเพื่อไทยยึดโยงพรรคก้าวไกลไว้ในการไปไหนไปกัน แต่กูรูการเมืองหลายคนชี้แล้วว่า หากพรรคเพื่อไทยยังเกี่ยวก้อย"พรรคสีส้ม"ไว้ด้วย "ไม่มีทางที่จะฝ่าด่านมติที่ประชุมรัฐสภาไปได้แน่นอน "
ดังนั้นหาก"พรรคสีแดง" ยังเกี่ยวก้อยพรรคสีส้มไว้ในสมการนี้ ชี้เป้าได้ล่วงหน้าว่า "เสี่ยนิด" จะตกรอบและหมดลุ้นในการเสนอชื่อชิงสร.1เพื่อลงมติใหม่ทันทีเพราะบรรทัดฐานที่ประชุมรัฐสภาวางไว้แล้วว่า"1คนสิทธิ1รอบแข่งขัน"
สมการนี้อาจเข้าทางคนแดนไกลไปแบบสองเด้งคือ
"เด้งแรก" พรรคเพื่อไทยได้แสดงจุดยืนว่า ยังไม่ทิ้งพันธมิตรอย่างพรรคก้าวไกล แต่หากยังมีพรรคสีส้มพ่วงไปด้วย"พรรคเพื่อไทย"จะเจอค่ายกลแบบนี้และไปต่อไม่ได้ จำเป็นหรือไม่ที่ต้องรักษาสัญญาเดิมที่ให้กันไว้...หากต้องการเดินหน้าประเทศต่อไป พรรคเพื่อไทยรอพรรคก้าวไกลแถลงออกมาเอง แต่หาก"พรรคก้าวไกล"ไม่ขยับ วันนั้น"พรรคเพื่อไทย"จะขอฉีกสัญญาที่เคยมีและวางกติกาใหม่ด้วยตัวเองกับโอกาสลุ้นอีกสองรอบ
การลุ้นในแต่ละรอบนั้น แคนดิเดตสร.1 ที่เหลืออยู่ของพรรคเพื่อไทยจะใช้สิทธิเองหรือให้สิทธิพรรคอื่นๆย่อมได้ (และมีโอกาสให้สิทธิพรรคอื่นๆ สูงเช่นกัน
อย่าลืมว่าการลงมติเลือกสร.1 ในยุคสมัย "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" และ"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ชนะการลงมติของที่ประชุม พรรคเพื่อไทยมีจำนวนส.ส.อันดับหนึ่ง แต่ผลักดัน"พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" และ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" เข้าประชันแทนตัวแทนของพรรคเพื่อไทย)
"เด้งที่สอง" คนแดนไกลสกัด"เสี่ยนิด" เนื่องจากระยะหลังแสดง"ลีลาเกินเหตุ"ออกจากกระดานการเมืองไปได้ง่ายๆ เพราะรู้ๆกันดีว่า"เสี่ยนิด" หมายมั่นปั้นมือในการเข้าทำหน้าที่สร.1 โดยต้องมี"พรรคก้าวไกล"ร่วมคณะและต้องไม่มีอุปสรรคใดๆ จาก 188 ส.ส.มาร่วมขบวนเพื่อเพิ่มคะแนนเสียง
แต่ปรากฏการณ์วันที่ 19 กรกฎาคม บ่งชี้แล้วว่าความจริงบนถนนการเมืองเป็นเช่นใด ดังนั้น หากการลงมติวันที่ 27 กรกฎาคม ยังออกมาในรูปแบบที่ "พรรคสีส้ม" ยังมัดมือมัดเท้าพรรคเพื่อไทยไปไหนไปกัน ตรงนี้ยิ่งจะทำให้เกมโหวตนายกฯยังมีลุ้นอีกสองยกโดย ที่ "เสี่ยนิด" กับพรรคก้าวไกลต้องหลบออกจากสมการเพราะ"หมดสิทธิไปต่อ"
สมการต่อมา แคนดิเดตพรรคเพื่อไทยที่ยังมีสิทธิชิงสองครั้ง ประเมินจังหวะของวันที่ 27 ก.ค.ว่าจะออกมาเยี่ยงใดแล้วนั้น หากมิใช่ผลบวก พรรคสีแดง น่าจะยอม"สละสิทธิ"ให้พรรคอื่นๆ เช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ ขึ้นมาเป็นสร.1 โดยที่"พรรคเพื่อไทย"ขอคุมกระทรวงหลักๆ และเกลี่ยกระทรวงอื่นๆ ตามโควต้าส.ส.ที่แต่ละพรรคกุมไว้ในมือ
อย่างไรก็ตาม สมการนี้พรรคเพื่อไทยได้เปรียบที่สุด เมื่อไร้ "พรรคก้าวไกล"ที่มีส.ส.อันดับหนึ่งไปแล้ว พรรคอื่นๆที่เหลือในหน้ากระดานตัวเลขส.ส.ห่างไกลพรรคเพื่อไทยหลายช่วงตัว
ดังนั้นโอกาสลงมติเลือกสร. น่าจะมีอีก1 - 2 ครั้งและต้องจับตาการขยับของคีย์เเมนพรรคเพื่อไทยจะปิดเกมลงมติครั้งที่ 3 หรือครั้งที่ 4 กันแน่ จะใช้อะไรเป็นเงื่อนไขในการหาพันธมิตรใหม่ สลัดเยื่อใยจาก"พรรคก้าวไกล" ตามแบบฉบับ "บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น"มากนัก