ดังนั้นการประชุมหัวหน้าพรรคทั้ง 8 พรรค เมื่อช่วงสายของวันที่ 2 กรกฎาคม จึงเป็นการประชุมหารือทั่วไป โดยไม่มีสาระสำคัญนัก เพราะความไม่ลงตัวของสองพรรคหลักนี้มีนัยสำคัญกว่า น่าจะเป็นแผนยื้อเวลาของ"พรรคสีส้ม-พรรคสีแดง"ไปในคราวเดียวกัน
แกนนำหลากพรรค อ่านเกมออก "สองพรรคหลัก"น่าจะตีรวนกันเอง เพราะ"พรรคก้าวไกล"ต้องการสองเก้าอี้นี้ไว้ในการครอบครอง ส่วน "พรรคเพื่อไทย" เปิดไพ่ต่อรองด้วยการอ้างตัวเลข 14+1 ที่เคยยื่นให้"พรรคสีส้ม"ไปพิจารณา
"เพื่อไทย" มองขาดว่า "ก้าวไกล" ต้องการเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนฯเพื่อผลักดันร่างกฎหมาย 45 ฉบับ ( หนึ่งในนั้น คือ การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 ) และเสนอวาระการลงมติเลือกสร.1ที่ต้องใช้เสียงส.ส. 500 คนและส.ว. 250 เสียงรวมกันให้ผ่าน 376 เสียง
ทั้งที่รับรู้กันลั่นทุ่งสภาเกียกกาย "พรรคสีส้ม" มีโอกาสยากถึงยากที่สุดในการหาเสียงสนับสนุนทั้งจาก 64 ส.ว. และ 188 ส.ส.ขั้วรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาไว้ในหัวใจ
ประการต่อไป หาก"ประธานสภาผู้แทนฯ" มาจากพรรคสีส้มจะมีการเดินจังหวะ ลงมติเลือกสร.1ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้บทสรุปและไม่น่าจะมีการพักประชุม ประการถัดมา จะมีมวลชนด้อมส้มตั้งป้อมอยู่นอกสภา พร้อมขับเคลื่อนได้ตลอดเวลา หากผลการโหวตไม่เป็นที่พึงพอใจ โดยที่ ไม่ใช่ชื่อ "พิธา" เป็นนายกฯ
เชื่อว่ากองเชียร์ด้อมส้มจะแสดงอาการทุกรูปแบบ พร้อมโจมตีพรรคเพื่อไทยแบบไม่ยั้งมือ และจะโหมกระแสบีบ 250 ส.ว. และส.ส.188 เสียง หากไม่ลงคะแนนให้"พิธา"เป็นนายกฯไปอีกชั้นหนึ่ง
สถานการณ์ข้างต้นหากปิดเกม"ก้าวไกล"ไม่ได้เก้าอี้"ประธานสภา" เท่ากับเกมการปิดเส้นทาง"พิธา" ไม่ให้ไปถึงประมุขฝ่ายบริหารจะเกิดขึ้นแบบต่อเนื่อง (โดยอ้างคุณสมบัติและข้อกล่าวหาต่างๆนานากับเหตุที่ปรากฏกับ"พิธา"และ"ปดิพัทธ์"รวมทั้งจังหวะของพรรคก้าวไกลในห้วงเวลาที่ผ่านมาบนปฏิทินการเมืองเป็นเหตุผลอ้างว่าตัวแทนจากพรรคก้าวไกลไม่มีความเหมาะสม )
แกนนำบางคนจากขั้ว 8 พรรค เช่น "คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทยสะท้อนความเห็นผ่านสื่อหลากสำนักว่า "รอยร้าวของพรรคก้าวไกล,พรรคเพื่อไทยเกิดขึ้นแล้ว และอยากให้สองพรรคนี้เจรจาให้ลงตัว หากไม่ยุติ โอกาสที่จะเกิดการพลิกผันมีได้ทุกสมการการเมือง"
กอปรกับกระแสข่าวลือที่หลายคนประเมิน น่าจะเป็นข่าวจริงคือ วันที่ 4 กรกฎาคม อาจมีส.ส.บางคนเสนอชื่อบุคคลชิงประธานสภาผู้แทนฯ โดยมีความเป็นไปได้ที่จะเสนอชื่อตั้งแต่ 1 - 3 คน เพราะแกนนำในขั้ว 188 ส.ส. ระบุแล้วว่า ขอดูรายชื่อบุคคลที่จะลงมติชิงประธานสภาผู้แทนฯจากปีก 312 ส.ส.ก่อน
"คุณหญิงสุดารัตน์"จับกระแสเคลื่อนไหวของทุกพรรคได้ว่ามีความสั่นไหวและเกิดได้ทุกสมการการเมืองที่หลายคนไม่คาดคิด ดังนั้น"คุณหญิงสุดารัตน์จึงสะท้อนดังๆให้สังคมได้ยินและช่วยกดดันสองพรรคหลักให้เจรจาลงตัวโดยเร็ว เพราะ"คุณหญิงสุดารัตน์"ยังประเมินว่า เมื่อมีรายชื่อตั้งแต่ 2 - 3 คนในการชิงเก้าอี้ประมุขย่านเกียกกายนั้น สมการการเมืองเปลี่ยนขั้วทันที
ถอดรหัสความคิดของ "คุณหญิงสุดารัตน์" ในวาระนี้ ชี้ได้ว่าหัวหน้า"พรรคไทยสร้างไทย" คาดการณ์เกมนี้พ่วงไปถึงการลงมติเลือกสร.1ด้วย รวมทั้งอาจหมายถึงโอกาสที่"พรรคไทยสร้างไทย"จะโดนเปลี่ยนให้ไปยืนเป็นฝ่ายค้านในวันข้างหน้าจะมีความเป็นไปได้สูง....
ตอนนี้ขั้ว 188 ส.ส.ยังไม่ขยับและอ้างว่าขอฟังผลจาก"พรรคก้าวไกล-เพื่อไทย" ก่อน กอปรกับมีกระแสข่าวเป็นระยะว่า "พล.อ
ประยุทธ์ จันทร์โอชา" และ"พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ" หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยังวางกลยุทธ์ไว้อีกจังหวะหนึ่ง เพียงแต่รอเวลาที่"พรรคสีส้ม"เดินหน้าไม่ได้ก่อนส่งมอบให้พรรคอันดับสองคือ"เพื่อไทย"ขยับแทน
บนความเป็นจริง หาก"พรรคเพื่อไทย"ขยับและยังมี"พรรคก้าวไกล"เคียงข้าง โอกาสของ"พรรคเพื่อไทย"แทบไม่แตกต่างกับจังหวะที่"พรรคก้าวไกล"ขยับเลย
พูดง่ายๆหาก"พรรคสีส้ม"ยังยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับพรรคเพื่อไทย "พรรคสีแดง"จะเจอปัญหาคล้ายๆกับ"พรรคสีส้ม" เพียงแต่อาจจะเบาบางกว่า ดังนั้นเส้นทางสะดวกในวันข้างหน้าหาก"พรรคสีแดง"ต้องการเข้าสู่ถนนแห่งอำนาจและการเจรจาในวาระลับบางเรื่องนั้น
เกมแรกที่จะเปลี่ยนคือ เก้าอี้"ประธานสภาผู้แทนฯ"จะไม่ใช่ของพรรคก้าวไกล แต่จะเป็นของพรรคเพื่อไทยหรือพรรคที่สามนั้น รอการโยนไพ่ของขั้ว 188 ส.ส.ในวันที่ 3 - 4 กรกฎาคม ว่าจะเสนอชื่อใครเข้าชิงหรือไม่ แต่ภารกิจหลักของ"พรรคเพื่อไทย" คือ คว้าเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนฯมาให้ได้
ไม่กี่อึดใจข้างหน้า การเมืองไทย 2566 จะเดินตามจังหวะ 8 พรรคกำหนดไว้ หรือ พลิกสมการการเมืองใหม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ "พรรคสีส้ม-พรรคสีแดง"เป็นสำคัญ