svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ภูมิภาค

บิ๊กโจ๊ก! เดินหน้าแก้ปัญหาปมที่ดินหลีเป๊ะ เจอจะๆ บุกรุกที่รัฐ

23 มกราคม 2566

บิ๊กโจ๊ก! เดินหน้าแก้ปัญหาปมที่ดินเกาะหลีเป๊ะ พบบุกรุกที่ดินรัฐ 2 จุด กรมอุทยานฯ ฟ้องทันทีเอาผิดคดีอาญา สัปดาห์น่าลุยต่อพื้นที่ตามคำพิพากษาศาลฏีกา 15 แห่ง

23 มกราคม 2566 จากกรณีกลุ่มชาวเลเกาะหลีเป๊ะ ได้ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมกรณีถูกอกโฉนดทับที่ดินโรงเรียน จนกระทั่ง สำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริง คดีพิพาทในที่ดินที่เกี่ยวข้องกับชุมชนชาวเล เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล โดยมอบหมายให้พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ แก้ไขปัญหาดังกล่าว

โดยเมื่อวานนี้ ( 22 ม.ค.) นี้ เป็นการประชุมคณะทำงานนัดแรก ที่ห้องประชุมโรงเรียนบ้านเกาะหลีเป๊ะ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมืองสตูล โดยมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อธิบดีกกรมที่ดิน อธิบดีกกรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อร่วม “แก้ไขปัญหาข้อเท็จจริงกรณีปัญหาข้อพิพาทในที่ดินที่เกี่ยวข้องกับชุมชนชาวเล เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล”

บิ๊กโจ๊ก ประธานประชุมแก้ปัญหาข้อพิพาทที่ดินบนเกาะหลีเปะ

ภายหลังการประชุม คณะกรรมการฯ ได้เดินตรวจสอบพื้นที่และให้มีการชี้แนวเขต พื้นที่ข้อพิพาท นส.3 เลขที่ 11 เนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ ซึ่งเป็นที่ตั้งเดียวกับโรงเรียนบ้านเกาะหลีเป๊ะ , พื้นที่พิพาทที่มีการปิดถนน และพื้นที่ตามคำพิพากษาศาลฎีกา (ที่ 7051-7055/2562) พบว่า มีการรุกล้ำพื้นที่รัฐจริงบริเวณหัวเกาะ และบริเวณสระว่ายน้ำของโรงแรม

พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมและลงดูพื้นที่ทั้งหมด โดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ซึ่ง DSI ได้ใช้เครื่องมือสอบสวนพิเศษ ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ ได้สำรวจพื้นที่ไปหมดแล้ว พร้อมนำภาพถ่ายให้ผู้เชี่ยวชาญนักกฎหมายดูไว้หมดแล้ว แต่ว่าการที่จะดำเนินคดีอาญาเพื่อบังคับใช้กฎหมาย จะต้องเอาทุกส่วนมารวมกัน ทั้งข้อมูลจากกรมที่ดิน กรมอุทยานแห่งชาติ และ DSI

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

วันนี้จากการรังวัด พบ 2 จุดแล้วในเบื้องต้น ที่เป็นจุดรุกล้ำคือ จุดบริเวณหัวเกาะและจุดของโรงแรมรวมถึงสระว่ายน้ำ ซึ่งพบว่า สระว่ายน้ำมีการรุกล้ำที่ดินของกรมอุทยานแห่งชาติตะรุเตา และบริเวณหัวเกาะที่บอกว่าเป็นส่วนที่งอก ได้พบความผิดว่าไม่ได้เป็นส่วนที่งอก เป็นส่วนที่รุกล้ำที่ดินของกรมอุทยานแห่งชาติ

จากจุดที่พบทั้ง 2 จุดนี้ จะดำเนินคดีทั้งหมด โดยกรมอุทยานแห่งชาติจะร้องทุกข์ ดำเนินคดีเจ้าของพื้นที่ที่บุกรุก ทางคดีอาญากับพนักงานสอบสวนท้องที่ภูธรจังหวัดสตูล ส่วนใครเป็นเจ้าของจะมาดูอีกครั้งหนึ่ง” 

หลังจากนี้จะออกไปสำรวจ เพื่อยืนยันให้ตรงกันระหว่างกรมที่ดินกับกรมอุทยานแห่งชาติ ซึ่งทั้งหมดมี 8 จุด ครอบคลุมพื้นที่ข้อพิพาททั้งหมดจำนวน 80 ไร่ หากพบมีการกระทำความผิดเพิ่มเติม อีกกี่จุดก็จะดำเนินคดีต่อไป

ลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดินข้อพิพาท

อีกหนึ่งพื้นที่คือ บริเวณโรงเรียนซึ่งเป็นพื้นที่ของกรมธนารักษ์ ขณะนี้กำลังให้กรมธนารักษ์ เอาเครื่องมือพิเศษมาไล่ตรวจอยู่ทั้ง 4 จุด ซึ่งหลังจากการตรวจสอบแล้วเสร็จ จะสามารถบอกได้เลยว่าใครบุกรุก ความจริงก็จะปรากฏในส่วนของโรงเรียน

“ส่วนตัวผมเอง ได้รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี ในการแก้ปัญหาที่ดินทั้งระบบ รวมถึง ที่ดินที่ศาลพิพากษาแล้ว ในสัปดาห์หน้า จะเชิญกรมบังคับคดีและกรมอุทยานแห่งชาติ มาไล่ชี้จุดเพื่อจะบังคับคดีให้ผู้บุกรุกออกนอกพื้นที่ โดยไม่ให้ทำกินในพื้นที่ ที่ศาลพิพากษาแล้วซึ่งมีอยู่จำนวน 15 แห่ง

สำหรับคดีความต่าง ๆ ประมาณ 40 กว่าคดี หลังจากกลับไปจะนำมาไล่เรียงดูและมอบหมายเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทั้งหมดว่า ใครผิดใครถูกอย่างไร ซึ่งจากการลงพื้นที่ร่วมกับหลายหน่วยงานครบทุกกรม ได้ความจริงมาในระดับหนึ่ง นับว่ามากพอสมควร ขอให้พี่น้องชาวเล รวมถึงภาคธุรกิจไม่ต้องกังวลใจ ทุกส่วนจะได้ความเป็นธรรมและได้ความจริง หลังตนเดินทางกลับ คณะชุดทำงานก็ยังอยู่และสัปดาห์หน้าจะกลับมาใหม่ เพื่อมาดูความก้าวหน้า จะพยายามทำให้เร็วรอบคอบเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน

เมื่อได้ข้อสรุปชัดเจน ก็จะส่งไปให้กรมที่ดินดำเนินการ เนื่องจากเป็นมติ ไม่ต้องกังวลเรื่องเกียร์ว่าง เนื่องจากได้บอกผู้แทนของทุกกรมแล้วว่า หากใครไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็ต้องถูก ม.157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

แผนที่เกาะหลีเป๊ะ

“ขั้นต่อไปของการดำเนินการ หลังพิสูจน์หลักแนวเขตที่ดินได้แล้วว่า ใครบุกรุกใคร พอได้หลักกระดุมเม็ดแรกถูก ก็จะเดินง่ายขึ้น จะเห็นความคืบหน้า คือจากเดิมไม่มีการดำเนินการในคดีอาญา แต่การมาครั้งนี้เพียงครึ่งวัน ก็จะเห็นการดำเนินคดีอาญา เห็นการแจ้งข้อกล่าวหา เรื่องบุกรุกที่ดินของรัฐ เมื่อรู้แล้วว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง หลังจากนี้ก็จะมีการขยายผลต่อไป”

ส่วนพื้นที่ของรัฐที่ต้องจัดการ ในเรื่องของการบริหารน้ำในลำรางไม่มี ปลัดอำเภอส่วนหน้า จะรีบตรวจสอบในเรื่องนี้ให้และรายงานในครั้งหน้า ถ้าเป็นการรุกล้ำลำรางสาธารณะ ก็ต้องดำเนินคดีเหมือนกัน ได้ให้ทางอบต.และปลัดอำเภอดำเนินการ โดยปลัดอำเภอได้รับปากแล้วว่า ในสัปดาห์นี้จะส่งมาให้ ว่าอันไหนถูก อันไหนผิด อันไหนที่ไปทับลำรางสาธารณะ

“ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า ไม่มีใครตรวจสอบแบบบูดเบี้ยว เราได้มาสอบสวนแล้ว และมีการประกอบด้วยหลักฐาน หากตัวเขามาตรวจสอบแล้วไม่ถูกต้องและเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ก็ต้องถูกดำเนินคดี หากเจ้าหน้าที่รัฐคนไหนทำไม่ตรงไปตรงมา สุดท้ายก็ต้องไปจบที่คดีอาญา

สิ่งสำคัญอยู่ที่กรมที่ดิน เมื่อรวบรวมรายงานทั้งหมด และสั่งเพิกถอน ที่ดินก็จะคืนสภาพเดิม ส่วนทางกรมที่ดินจะดำเนินการอย่างไร จะหารือกันอีกครั้งหนึ่ง หากถามว่ายากไหมในการลงมาดำเนินการในครั้งนี้ ตอบได้เลยว่า ไม่ยาก เพราะทุกอย่างมีหลักเกณฑ์และกฎหมายอยู่แล้ว มีขอบเขตอยู่แล้ว ตำรวจทำงานไม่ยาก คณะทำงานชุดนี้ก็ไม่ยากเพราะมีกติกาอยู่

ชาวเลเกาะหลีเป๊ะ มารอฟังผลการประชุม

บ้านเมืองนี้มีขื่อมีแป ต้องทำกฎหมายให้เป็นกฎหมายแค่นั้นเอง ในเรื่องนี้ไม่หนักใจเลย โดยจะไล่เรียงไปเรื่อย ๆ เรื่องเสียภาษีโรงแรมหรือไม่ หลบเลี่ยงภาษีหรือไม่ ภาษีที่ดินมีการชำระครบหรือไม่ จะได้ดำเนินการไปพร้อมกันทั้งหมด ภาษีจะกลับมาที่ไหน ก็กลับมาที่ท้องถิ่นแห่งนี้ เพื่อจะได้เกิดความมั่นคงของคนที่อาศัยบนเกาะนี้ บนพื้นที่ 1,200 ไร่ เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐลงมาพร้อมกันทุกหน่วย เรื่องก็จะเรียบร้อย” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์