สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้อำนวยความสะดวกให้กับผู้เสียหาย เนื่องจากมีจำนวนมากและกระจายอยู่ทั่วประเทศ จึงเรียกประชุมทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บช.สอท., บช.ก. และ บช.น., ภ.1-9 เร่งรัดการสืบสวน ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และกำหนดแนวทางในการสอบสวน มอบหมายให้ บก.สอท.1 เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบคดีทั้งหมด
หากผู้เสียหายไม่สะดวกเดินทางมาให้การที่ บก.สอท.1 ก็จะอำนวยความสะดวกโดยการส่งประเด็นการสอบสวนไปให้ตำรวจพื้นที่ที่ผู้เสียหายสะดวก ช่วยสอบปากคำแทน สำหรับผู้เสียหายที่ยังไม่ได้มาแจ้งความ สามารถเดินทางไปแจ้งความที่ บก.สอท.1 (ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ)หรือ ตำรวจท้องที่ใดก็ได้ที่ท่านสะดวก หรือ ผ่านระบบแจ้งความออนไลน์ thaipoliceonline.com ซึ่งจะมีการรวมเรื่องมาที่ บก.สอท.1 เช่นกัน
รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า สำหรับเรื่องติดตามเงินคืนให้ผู้เสียหาย ขณะนี้ได้แจ้งอายัดบัญชีของผู้ต้องสงสัยไว้แล้ว และมีการทำงานร่วมกับ ปปง. อย่างใกล้ชิด เพื่อตรวจสอบและติดตามยึดและอายัดทรัพย์สินคืนกลับมาให้กับผู้เสียหายโดยเร็ว และหากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้กับผู้เสียหายทราบโดยเร็วที่สุด
จากการสืบสวนทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้เดินทางออกนอกประเทศไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 พ.ย.64 แล้ว ทั้งนี้จะได้เร่งออกหมายจับ และประสานตำรวจ interpol นำตัวกลับมาดำเนินคดีโดยเร็ว สำหรับพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ต้องหา จะเข้าข่ายเป็นความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชน” , “กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน” และ “นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ” ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี