เรื่องนี้จะมีนัยยะต่อตลาด
เพราะ Implied Overnight Rate ของตลาด (ในตาราง) ยังคาดว่าดอกเบี้ยจะขึ้นไปสูงสุดเพียงแค่ 3.375% ในช่วงปลายปีนี้ แล้วค่อยๆ ปรับลดลงมา
ต่างจากนักเศรษฐศาสตร์หลายๆ คน ซึ่งรวมถึง Lawrence Summers อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่คิดว่า "ไม่น่าจะพอ" เฟดยังต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกพอสมควร เพื่อสู้กับเงินเฟ้อ
หมายความว่า
เฟดกับตลาดกำลังเห็นไม่ตรงกัน และตลาดยังต้องปรับ expectation อีกพอสมควร หลังจากเฟดค่อยๆ เปิดออกมาว่าคิดอะไรอยู่
ซึ่งที่ตลาดอยากรู้ ก็คือ ถ้าเงินเฟ้อเริ่มลงมาบ้าง เศรษฐกิจเริ่มชะลอชัดขึ้น เฟดจะยังคงขึ้นดอกเบี้ยแบบ Aggressive อีกหรือไม่
เงินเฟ้อต้องลงมาเท่าไร เฟดถึงจะขึ้นแบบปกติที่ 0.25%
เงื่อนไขของการหยุดขึ้นคืออะไร
ที่เฟดบอกว่า "จะขึ้นไปจนเงินเฟ้อสยบนั้น" จะต้องขึ้นดอกเบี้ยไปแค่ไหน
ทั้งหมด มารอท่านประธานเฟดเฉลยบางส่วน ในช่วงคืนวันพุธ และมาดูว่า ครั้งนี้ ท่านจะ"ปลอบประโลม" หรือ "ทุบ" ตลาด และตลาดจะปรับตัวอย่างไรครับ
เรื่องที่สอง คือตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ที่จะประกาศในวันพฤหัส
จะติดลบเป็นไตรมาสที่ 2 หรือไม่ ?
ล่าสุด การสำรวจของ Bloomberg พบว่า นักลงทุนคาดว่าตัวเลขจะออกมาระหว่าง -0.6% ถึง 1.2%
โมเดลที่พยายามประเมินเศรษฐกิจไตรมาสปัจจุบัน เช่น GDPNow ของเฟด Atlanta ก็ออกมาชี้ว่า อาจจะติดลบ
แม้กระทั่ง ทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจของ White House ยังต้องออกมาเขียนลง Blog ของทำเนียบขาวเมื่อ 3 วันที่แล้วว่า "ต่อให้ออกมาติดลบเป็นไตรมาสที่สอง ก็ไม่ถือว่าเป็น Recession" การทำเช่นนี้ ถือว่าไม่ปกติ อาจจะเป็นการเตรียมตลาด ดักทาง ก่อนที่ตัวเลขจริงจะประกาศออกมาสัปดาห์นี้ !!!
นอกจากนี้ Yield Curve สหรัฐ ก็ได้ปรับตัวอย่างน่าสนใจเมื่อเทียบกับ 1 เดือนก่อนหน้า
จากแต่ก่อน ดอกเบี้ยปรับขึ้นทุกระยะ
ล่าสุด ขึ้นเฉพาะช่วงสั้นๆ แต่ช่วงยาวๆ ปรับลดลง
ทำให้ขณะนี้มี Inverted Yield Curve อย่างชัดเจน ซึ่งชี้ว่า มี Recession รออยู่ข้างหน้าสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ
สอดรับกับข่าวการปรับลดคนงาน ลดการจ้างงานของบริษัทต่างๆ รวมไปถึงการเริ่มปรับลดลงของราคาบ้านในเมืองต่างๆ
ทั้งหมดนี้ เป็นสัญญาณว่า ยาแรงของเฟดเริ่มออกฤทธิ์
การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังสะสมแรงส่ง ทำให้เศรษฐกิจที่เคยแข็งแรงคึกคัก กำลังหงอยลง และจะมีนัยยะกับทุกคน
มาลุ้นกันครับว่า สิ่งที่ท่านประธานเฟดจะพูด และตัวเลข GDP จะออกมาอย่างไร เพราะทั้งสองอย่างจะกำหนดทิศทางตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี