อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการค้นหาผู้ป่วยฝีดาษลิงเพิ่มเติมเชิงรุก ว่า จากการสอบประวัติเบื้องต้น พบว่า มีสถานบันเทิง 2 แห่ง ซึ่งมีการคัดกรองโดยดูจากอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีตุ่มผื่นขึ้น ได้คัดกรองไป 142 ราย มี 6 รายมีไข้ เจ็บคอ ปวดตามตัว ไม่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยยืนยัน ส่งตรวจหาเชื้อ 5 ราย และผลตรวจไม่พบเชื้อ ซึ่งต้องติดตามอาการอีก 21 วัน ส่วนอีกรายไปต่างประเทศแล้ว ทั้งนี้ ส่วนที่เหลือไม่มีตุ่มขึ้นก็จะมีการติดตามอาการต่อเนื่อง 21 วัน
อีกมาตรการคือ ต้องมีการค้นหาเชิงรุก จากผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังอื่นๆ รวมทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่รับบริการในโรงพยาบาล 3 แห่ง และคลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 3 แห่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และมีการสุ่มตรวจ เบื้องต้นมี 183 ราย
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า 183 รายเป็นผู้สัมผัส แต่เป็นมาตรการค้นหาเชิงรุก นอกจากนี้ มาตรการค้นหาผู้สัมผัสใกล้ชิดรวม 33 ราย ซึ่งไม่มีอาการป่วย มีตั้งแต่ตรวจที่พักอาศัย ในชุมชน โรงแรม โรงพยาบาล ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ โดย 19 รายเหมือนมีประวัติเสี่ยงสูง แต่อีก 14 รายไม่มีความเสี่ยง ทั้งหมดต้องสังเกตอาการ 21 วัน
นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า ได้มีการค้นหาผู้สัมผัสเสี่ยงสูง และค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติม ส่งตรวจหาเชื้อแล้วทั้งหมด 38 ราย ตรวจไม่พบเชื้อฝีดาษลิง 7 ราย และอยู่ระหว่างการตรวจหาเชื้อ 31 ราย ทั้งนี้ ข้อแนะนำสำหรับประชาชนขอให้ใช้มาตรการ Universal Prevention ป้องกันโรคได้ดี เน้นการล้างมือบ่อยๆ ด้วยเจลแอลกอฮอล์ เว้นระยะหว่าง แต่หากมีไข้ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต มีตุ่มน้ำตุ่มหนอง ให้รีบพบแพทย์ ไม่ควรหลบหนี เพราะการพบแพทย์จะได้รับการรักษา การหลบหนีเป็นการทำผิดกฎหมายประเทศไทย
“บางคนถามปัสสาวะมากระเด็นใส่เราจะติดหรือไม่ ไม่ติดหรอก โรคนี้ไม่ได้ติดง่ายๆ เชื้ออยู่ตามตุ่มตามหนอง ต้องสัมผัสใกล้ชิด เดินเฉียดกันไม่ติดแน่นอน ติดยากกว่าโรคเอดส์ ซึ่งเป็นโรคเพศสัมพันธ์จริงๆ ตุ่มขึ้นภายใน 2 สัปดาห์จะแห้งแล้วหายไป ไม่แพร่เชื้อให้คนอื่น” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว
ส่วนข้อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าชายไนจีเรียอยู่ในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2564 อาจจะมีการติดเชื้อภายในประเทศหรือไม่ นพ.โอภาส กล่าวว่า เนื่องจากเราไม่เจอตัวชายคนดังกล่าว ซึ่งประวัติชัด ๆ ก็ไม่มี เป็นคนที่มีพฤติกรรมมไม่ตรงไปตรงมา บางข่าวบอกว่ามีการเดินทางเข้าๆ ออกๆ เป็นต้น