“ผลคะแนนการอภิปรายครั้งนี้ มองว่า เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอน หากจะเชียร์รัฐบาลสักหน่อย คือทุกคนเข้าใจร่วมกันว่าอย่างไรก็ผ่าน เป็นการสู้ให้แล้วๆกันไป มีเพียงรัฐมนตรีบางรายที่คะแนนต่ำกว่าการประเมิน โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ที่สะท้อนชัดเจน ว่าหัวหน้าพรรคต้องไปทบทวน ว่าจะกู้วิกฤติศรัทธาในพรรคอย่างไร ในส่วนของคะแนน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับ ร.อ.ธรรมนัส ไม่แน่ชัดว่ามีการพูดคุยกันอย่างไร แต่คะแนนเสียงที่โดดขึ้นมา ทำให้คิดว่าน่าจะมีคะแนนเสียงจากกลุ่ม 16 เข้ามาช่วยพอสมควร ในส่วนของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือว่าคะแนนห่างจาก พล.อ.ประวิตร พอสมควร แต่ก็ยังถือว่าได้คะแนนผ่านเกณฑ์ที่วางไว้ แสดงว่า มีนักการเมืองร่วมรัฐบาลที่ยังให้การสนับสนุนอยู่ ในส่วนของฝ่ายค้านตัวเลขบวกลบ ขอประเมินที่ 200 คะแนน อยู่ตามมาตรฐาน แสดงว่าการลงคะแนนครั้งนี้ พรรคฝ่ายค้านคุมเกมได้ การทำงานของพรรคร่วมฝ่ายค้านมีการประสานกันดีขึ้นทำให้เสียงไม่แตกเหมือนครั้งที่ผ่านมา”รศ.ดร.สถาพร กล่าว
ในส่วนของสถานการณ์หลังจากการลงคะแนน รศ.ดร.สถาพร มองไปที่พรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ จะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตามอง พรรคภูมิใจไทย มี สส.65 เสียง ส่วนประชาธิปัตย์ที่ 52 เสียง เป็นพรรคขนาดกลาง ที่เชื่อว่าทั้ง 2 พรรคนี้จะมีการแข่งขันกันสูง มีการช่วงชิงตัวผู้สมัคร ที่มีคะแนนความนิยมสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เก่าของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เองคิดว่าต้องวางเป้าหมายในการรักษาการเป็นพรรคขนาดกลางให้ได้ ในอนาคตจึงมองว่าทั้ง 2 พรรคขนาดกลางจะมีการวางยุทธศาสตร์เพื่อต่อสู่กันในสนามเลือกตั้ง ซึ่งหากดูจากคะแนนในครั้งนี้ ทำนายผลการเลือกตั้งครั้งหน้าได้ ตัวแปรสำคัญคือพรรคขนาดกลางที่ยังคาดการณ์ไม่ได้