3. หลักเกณฑ์และอัตราการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เนื่องจากสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเป็นสถาบันการเงิน มีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกันดังนั้นวิธีปฏิบัติทางบัญชีควรเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์นั้น ๆ ในอนาคตหากไม่ได้รับการชำระหนี้ตามกำหนด ก็จะไม่กระทบต่อ ผลการดำเนินการหรือกำไรในอนาคต เนื่องจากได้ตัดเป็นค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในปีปัจจุบันไว้แล้ว ซึ่งเป็นหลักความระมัดระวังให้เพียงพอต่อความเสียหายทางเงินที่เกิดขึ้น และจะเป็นผลดีในการส่งเสริมเสถียรภาพและความมั่นคงในการบริหารจัดการของสหกรณ์ในระยะยาวต่อไป ทั้งนี้กฎกระทรวงดังกล่าวได้กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อให้สหกรณ์มีเวลาปรับตัว 10 ปี
4.การไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้สามัญของสมาชิก เนื่องจากการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์เกิดจากการดำเนินกิจกรรมระหว่างสมาชิกของสหกรณ์เป็นหลักการ กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องเป็นสมาชิกของสหกรณ์นั้น เนื่องจากสหกรณ์จะทราบศักยภาพของสมาชิกผู้ค้ำประกัน ซึ่งเป็นผลดีต่อการควบคุมกิจการภายในของสหกรณ์ ดังนั้นข้อเสนอให้เพิ่มบุคคลภายนอกและบุคคลในครอบครัวเป็นผู้ค้ำประกัน จึงอาจเกิดความเสี่ยงต่อศักยภาพและการติดตามการชำระหนี้ของผู้ค้ำประกัน
5.การกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากของสหกรณ์ เพื่อคุ้มครองปริมาณเงินฝากในระบบสหกรณ์ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะตลาดการเงิน และเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกผู้กู้ เนื่องจากต้นทุนเงินให้กู้ลดลงส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง
6.การนำข้อมูลเครดิตมาประกอบการพิจารณาให้เงินกู้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ให้กู้ในการพิจารณาให้สินเชื่อได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ รวมถึงความเหมาะสมในการกำหนดวงเงินให้กู้แก่สมาชิก ทั้งนี้ในการอนุมัติเงินกู้ ยังอยู่ในดุลยพินิจของผู้มีอำนาจให้กู้
7.การไม่อนุญาตให้นำเงินฌาปนกิจสงเคราะห์มาเป็นหลักประกันเงินกู้สามัญของสมาชิก เนื่องจากหลักประกันด้วยทรัพย์สินนั้นเป็นการเอาทรัพย์สินของตนวางไว้เพื่อเป็นหลักประกันชำระหนี้ จึงต้องมีอยู่ขณะทำ สัญญากู้ด้วย เมื่อเงินประกันชีวิตหรือเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นเงินที่ได้รับเนื่องจากเสียชีวิตจึงเกิดสิทธิ์เมื่อเกิดเหตุการณ์ตามเงื่อนไข ดังนั้นจึงไม่อาจนำมาเป็นหลักประกันได้
ทั้งนี้ กระบวนการมีส่วนร่วมของกระบวนการสหกรณ์ต่อร่างกฎกระทรงนั้น กรมได้มีการดำเนินการหารือด้วยกันหลายครั้งต่อเนื่อง ทั้งก่อนยกร่างและภายหลังที่ครม.เห็นชอบในหลักการ อาทิ การประชุมรับฟังความเห็นก่อนยกร่างฯในวันที่ 2 พ.ค. 62 การเปิดรับฟังทางเวบไซด์ของกสส.ระหว่างวันที่ 3-31 พ.ค. 62 และการเปิดประชุมทางไกลผ่านระบบVideo Conference ทั่วประเทศระหว่างวันที่ 14-15 พ.ค. 62 และ 5 ก.พ. 63 กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดประชุมหารือ ร่างกฎกระทรวง 5 ฉบับระหว่างขบวนการสหกรณ์ และจากนั้นคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงตามมาตรา 90/2 เมื่อ 6 ต.ค. 63
สำหรับภายหลังที่ ครม.เห็นชอบหลักการได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ประธานชุมนุมสหกรณ์ ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย ประธานชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกฤษฎีกา จำนวน 8 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2563 ประกอบด้วย ครั้งที่ 1 วันที่ 9 พ.ย. ครั้งที่ 2 วันที่17 พ.ย. ครั้งที่ 3 วันที่24 พ.ย. ครั้งที่ 4 วันที่ 1 ธ.ค. ครั้งที่ 5วันที่ 14 ธ.ค. ครั้ง 6 วันที่ 15 ธ.ค. 2563 และครั้งที่ 7 วันที่14 ม.ค.64 ครั้งที่ 8 วันที่ 26 มี.ค. 64 และเมื่อ 26 มี.ค. 64 ที่ประชุมได้เห็นพ้องต้องกันในทุกประเด็น
จากนั้น กสส.ได้หารือกับขบวนการสหกรณ์อีกครั้งวันที่ 9 มิ.ย. 64 นอกจากนั้นยังได้มีการหารือร่วมกันทุกฝ่ายต่อเนื่องอีก 4 ครั้งผ่านการประชุมสื่ออิเลกทรอนิกส์ เพื่อพิจารณาข้อสังเกตเพิ่มเติมที่ได้รับจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 19 และ 26 ต.ค. และในวันที่ 11 และ 18 พ.ย. 64