ข้อมูล จากsilpathai.net อ้างข้อมูลจาก “วิชาภรณ์ แสงมณี” ว่ากันว่า ฤาษีเป็นนักบวชพวกหนึ่งอยู่ในป่า แต่นักบวชพวกนี้นับถือศาสนาอะไร หรือนับถืออะไร ไม่มีกล่าวไว้โดยชัดแจ้ง ฤาษีในภาษาบาลีเรียกว่า อิสิ หรือ อิสี แปลว่า ผู้แสวงหาความดี และเชื่อกันว่าฤาษีนี้มีมาก่อนพุทธกาล และเป็นนักบวชที่ถือศาสนาพราหมณ์นั่นเอง เพราะมีการบูชาไฟซึ่งเรียกว่ากองกูณฑ์พิธี
นอกจากนั้น ยังมีผู้แปลคำว่าฤาษี ระบุว่า ผู้มีปัญญาอันได้มาจากพระเป็นเจ้า และได้แบ่งแยกฤาษีออกเป็น ๔ ชั้น คือ
๑. ราชรรษีหรือราชฤาษี ได้แก่กษัตริย์ที่ออกบวชเป็นภาษี
๒. พราหมณรรษีหรือพราหมณฤาษี
๓. เทวรรษีหรือเทวฤาษี
๔. มหรรษีหรือมหาฤาษี
ดังนั้น จึงนับว่าฤาษีเป็นพราหมณ์ชั้นสูง ฤาษีที่ว่านี้ คงเป็นพวกที่พราหมณ์แบ่งแยกไว้
ส่วนในหนังสือเทวกำเนิดได้แบ่งแยกฤาษี หรือเซียนเหย่งหรือเซียนเต่าไว้ ๕ จำพวกคือ
๑. เถียนเซียน คือเทพฤาษี อาศัยอยู่รอบเขาพระสุเมรุ
๒. เซียนเซียน คือบุรุษฤาษี เร่ร่อนอยู่ในอากาศ
๓. เหย่งเซียน คือนรฤาษี อาศัยอยู่ในหมู่คน
๔. ตี้เซียน คือภูมิฤาษี อยู่ตามในถ้ำต่างๆ
๕. กุ้ยเซียน คือเปรตฤาษี ไม่มีที่อยู่เป็นแห่ง เร่ร่อนอยู่
สำหรับในประเทศไทย เข้าใจว่ามีฤาษีอยู่นานแล้ว เพราะปรากฏว่ามีเมืองหลายเมืองซึ่งฤาษีเป็นผู้สร้างเช่นนครลำพูน หรือหิรภุญชัยก็ว่าฤาษีสร้างแล้วให้ คนมาอัญเชิญพระนางจามเทวีขึ้นไปครอง เมืองศรีสัชนาลัยก็ว่าฤาษีสร้างเช่นเดียวกับเมืองพิษณุโลก แต่ฤาษีในเมืองไทยคงจะนับถือพระพุทธศาสนาอยู่ด้วย ดังนั้นเรื่องของฤาษีก็หมายเอานักพรตพวกหนึ่ง ซึ่งสละบ้านช่องแล้วออกไปบำเพ็ญพรตอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพรนั่นเอง เราจึงเรียกพวกนี้ว่า ฤาษีชีไพร
อย่างไรก็ตาม คำที่เราใช้เรียกฤาษีนั้น มีอยู่หลายคำ ประกอบด้วย
๑. สิทธา หมายถึงฤาษีที่ทรงคุณธรรมอย่างมั่นคง มีวิมานอยู่ระหว่างพื้นดินกับพระอาทิตย์
๒. โยคี หมายถึงผู้สำเร็จหรือกำลังศึกษาในโยคธรรมได้แก่พราหมณ์ที่เที่ยวทรมานตนในป่า
๓. มุนี หมายถึงพราหมณ์ผู้มีความรู้ชั้นสูง ที่เรียกว่าจบไตรเภท คือฤคเวทยัชุรเวทและสามเวท
๔. ดาบส หมายถึงผู้บำเพ็ญตบะเพื่อเผากิเลสมุ่งไปในทางทรมานกายและจิตหวังโลกุตรสุข ที่ทางพุทธศาสนาเรียกว่าอัตกิลมถานุโยค เป็นวิธีการที่ตึงเกินไป พระพุทธองค์ไม่ประสงค์ให้พุทธบริษัทกระทำเพราะไม่ใช่ทางแห่งการแห่งตรัสรู้หรือหลุดพ้นจากกิเลส
๕. ชฎิล หมายถึงนักพรตจำพวกหนึ่งที่มีผมมุ่นเป็นเซิง หรือเกล้าเป็นมวยสูง
๖. นักสิทธิ หมายถึงฤาษีจำพวกครึ่งเทวดา ครึ่งมนุษย์ สถิตในอากาศระหว่างมนุษย์โลกกับอาทิตยโลก ว่ามีจำนวน ๘๘,๐๐๐ ตน ป่านนี้จะเพิ่มเหมือนพลเมืองของไทยหรือไม่ก็ไม่ทราบ
สรุปรวมความแล้ว ฤาษีก็มีหลายพวกและหลายระดับนั่นเอง
จากข้อมูลตามที่กล่าวอ้าง กับเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ อาศรมพระมหามุนีครูธรรม ๙ โกฏิ บ้านเชียงยืน ที่สอนให้คนอยากรวย ต้องมาทำพิธีบิณฑบาตดวง เปิดดวงเศรษฐี ให้มีโชคมีลาภ หนุนดวง โดยในพิธีต้องห้ามหยุดกินจนกว่าจะสวดเสร็จ กินเบียร์เท่ากับทอง เหล้าขาวเท่ากับเงิน กินให้เมายิ่งเมายิ่งรวย จึงไม่ทราบแน่ชัด ฤาษีที่ว่านี้จัดอยู่ในฤาษีจำพวกไหน
แต่ที่แน่ๆ พฤติกรรมดังกล่าว ถูกสังคมตั้งคำถามกลับเป็นจำนวนมาก คำสอนดังกล่าวไม่น่าจะทำได้จริง อาจเข้าข่ายหลอกลวงชาวบ้านหรือไม่
"พระพยอม กัลยาโณ" เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว บอกว่า ฤาษีพวกนี้ไม่ชัดเจนนับถือศาสนาอะไร แต่พิธีกรรมดังกล่าวเป็นการโน้มน้าวจิตใจของคนทำให้เชื่อในพิธีกรรม ทำให้อลังการความเชื่อจะเกิดขึ้นเรื่อยๆเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล เอาพิธีกรรมนี้เป็นตัวตั้ง เพื่อจะสร้างศรัทธา โดยการเอาสิ่งอื่นมาอ้างเช่น การกินเหล้าขาวเท่ากับเงิน กินเบียร์เท่ากับทอง กินลาบจะมีโชคมีลาภ คำเหล่านี้จะกระตุ้นคนหลายคนให้คนเชื่อถือและคล้อยตาม ส่วนใหญ่คนที่คล้อยตามมักจะไม่ศึกษาธรรมะ อย่างลึกซึ้ง ทุกอย่างจะมีเป็นกระแสตามสถานการณ์ ไม่กี่วันก็จางหายไป จะมีมาเรื่อยๆ เช่นไอไข่ ส้มฉุน ท้าวเวสสุวรรณ พี่สาว ก็เรตติ้งต่ำลงเรื่อยๆ ขอให้ประชาชนรู้เท่ารู้ทัน จะได้ไม่เป็นเหยื่อ หลงไปชื่นชอบ และจะได้ไม่เสียเวลาเสียทรัพย์ และเสียความเป็นชาวพุทธ ซึ่งฤาษีอ้างว่าเป็นพุทธ เพราะกลัวว่าชาวพุทธจะวิจารณ์ถล่มเละ ถ้าบอกว่าเป็นไสยศาสตร์ เพราะอยากไม่ให้ใครเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์นั่นเอง
ขอบคุณ :"silpathai.net" เอื้อเฟื้อข้อมูล
วิชาภรณ์ แสงมณี