"ต่อมาได้มีการพิมพ์ข้อความมาถึงพร้อมทั้งบอกว่าพิมรี่พายขอความช่วยเหลือ โดยอ้างว่าสรรพกรตรวจสอบทำให้ไม่สามารถใช้เงินในบัญชีได้ ประกอบกับเราเป็นเอฟซีของพิมรี่พราย รวมทั้งถูกหลอกว่าชอบน้ำพริกหลวงพระบางด้วย จึงได้โอนเงินให้ครั้งละ 1-2 ล้านบาท โอนไปประมาณ 40 ครั้ง เพื่อช่วยเหลือพิมรี่พาย หากรวมทั้งเงินสดและทรัพย์สินโอนไปให้ประมาณ 20 ล้านบาท ต่อมาเพิ่มมารู้ว่านายเอ็มหลอกทั้งหมด"
น.ส.ภูรินทรากล่าวต่อว่า ได้ทราบว่าแบบฟอร์มที่ส่งมาให้นั้นไม่ใช่ของพิมรี่พาย คนชื่อออยก็ไม่ใช่พี่สาวของพิมรี่พาย และได้ออกจากการเป็นพนักงานไปแล้ว นอกจากนี้ยังได้พยายามประสานงานกับพิมรี่พาย จนกระทั่งทราบว่าพิมรี่พายไม่เคยประสานงานกับนายเอ็มเลย จึงรู้ว่าถูกหลอก
น.ส.ภูรินทรากล่าวอีกว่า หลังจากนั้นจึงได้เข้าแจ้งความที่ สภ.ดอนหัวฬ่อ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2565 ในความผิดฐานฉ้อโกง โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 และมาตรา 342 (1) รวมทั้งการนำใบเสนอราคาปลอมมาใช้ มีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร รวมทั้งการปลอมแปลงเช็คอีกด้วย และการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อีกด้วย ต่อมานายพงศธรได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน สภ.ดอนหัวฬ่อ ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวไว้ดำเนินคดี แต่ไม่มีเงินประกับตัว ตำรวจจึงได้ส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางชลบุรี
"การที่มาร้องเรียนสื่อมวลชนในครั้งนี้ เนื่องจากการดำเนินคดีมีความล่าช้า และยังไม่มีการยึดทรัพย์ของผู้ต้องหา เกรงว่าเงินที่เสียไปประมาณ 20 ล้านบาทจะไม่ได้คืน นอกจากนี้ยังได้มีการว่าจ้างทนายความเสียเงินไปอีกจำนวนมาก ก็อ้างแต่ว่าต้องรอการดำเนินการของตำรวจ จึงมาร้องเรียนเพื่อให้มีการเร่งรัดคดีดังกล่าว" น.ส.ภูรินทรากล่าวและว่า ส่วนในเรื่องของพิมรี่พายนั้น ตนไม่ได้เรียกร้องอะไร อยากให้มาชิมน้ำพริกหลวงพระบางของตนบ้าง หากติดอกติดใจและไปช่วยจำหน่าย ก็จะเป็นช่องทางในการลดหนี้สินที่เกิดขึ้นประมาณ 20 ล้านบาทก็พอใจแล้ว