นายเจษฎา แย้มสบาย ประธานเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ กล่าวว่า ตนเองเป็นหนึ่งในเหยื่อผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน ที่เกิดขึ้นจากความไม่รับผิดชอบต่อสังคม ของผู้ที่เมาแล้วขับ จนต้องกลายมาเป็นบุคคลทุพพลภาพ นั่งวีลแชร์ตลอดชีวิต จากอุบัติเหตุเมื่อประมาณ 22 ปีก่อน ขณะนั้นตนและภรรยาจอดรถจักรยานยนต์รอสัญญาณไฟจราจร หลังเสร็จจากขายของอาชีพประจำ โดยถูกชนจากด้านหลังก่อนจะถูกลากไปไกล15 เมตร จากเสาหลักครอบครัวมีรายได้ประจำ แต่ต้องขายทรัพย์สินทุกอย่าง เพื่อนำเงินมารักษาตัว แม้คู่กรณีจะยินยอมจ่ายเงินเยียวยาในวงเงิน150,000 บาท แต่ได้รับเงินจริงจากคู่กรณี 40,000 บาทในเดือนแรก ก่อนจะลดลงจากหลักพันเป็นหลักร้อย จากนั้นก็ติดต่อคู่กรณีไม่ได้อีกเลย
"เมื่อต้องนั่งวีลแชร์ ทำให้ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป รู้สึกว่าเป็นภาระครอบครัว เคยพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง จนวันหนึ่งได้ฮึดสู้อีกครั้งเพื่อลูกสาว และได้มีโอกาสร่วมงานกับมูลนิธิเมาไม่ขับ และเรียนซ่อมโทรศัพท์มือถือ จนสามารถเปิดร้านรับซ่อมที่บ้าน จนมีรายได้เข้ามาบ้าง ปัจจุบันก็ใช้เวลาส่วนหนึ่งสอนฟุตซอลให้ เด็ก ๆในชุมชนย่านปทุมวัน และรณรงค์เมาไม่ขับมาต่อเนื่อง ท้ายนี้อยากฝากว่า เมื่อเราจับพวงมาลัยขอให้มีสติอย่าประมาท ดื่มไม่ขับเด็ดขาด ต้องนึกถึงเสมอว่าอาจเป็นต้นเหตุทำร้ายคนอื่นหรือตนเองจนพิการหรืออาจเสียชีวิต"นายเจษฎา กล่าว
นายจักรพันธ์ กลั่นเรืองแสง ผู้ได้รับผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวว่า กล่าวว่า อยากฝากถึงคนที่ยังดื่มเหล้าให้เปลี่ยนแปลงตัวเอง หันมารักสุขภาพลดละเลิก ใช้เทศกาลเข้าพรรษานี้เป็นจุดเริ่มต้น เพราะจากประสบการณ์ของตนเองนั้น เริ่มจากอยากสังสรรค์ พอได้มีงานทำยิ่งดื่มหนักขึ้น ทั้งเหล้าสีเหล้าขาว เมื่อดื่มจนติดจึงต้องดื่มทุกเช้า กระทั่งมีอาการ เวียนหัว อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นสีดำ ตาเหลือง หน้าคล้ำ ท้องบวมโต ครอบครัวจึงพาส่งโรงพยาบาล หมอระบุว่าเป็นโรคตับแข็ง ต้องหยุดดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาด ได้ยินก็ตกใจและไม่อยากกลับไปดื่มเพราะกลัวตาย แม้ช่วงแรกจะมีอาการอยากดื่ม แต่ต้องเอาชนะใจตัวเอง มุ่งมั่นและตั้งใจจริง เห็นคุณค่าของชีวิต ผ่านช่วงเวลานั้นทำให้เลิกดื่มเหล้าได้ในที่สุด แม้ปัจจุบันต้องทนทุกข์เพราะเหล้าทำลายชีวิต เข้าออกโรงพยาบาลรักษาโรคตับทานยาอย่างต่อเนื่อง ทุกวันนี้ก็ไม่สามารถทำงานได้เพราะร่างกายไม่ไหว กลายเป็นภาระของแม่ที่ต้องมาดูแลเราอีก จึงอยากขอให้ทุกคนใช้โอกาสเข้าพรรษานี้ลด ละ เลิกจะดีที่สุด
นายชัยพฤกษ์ มีแท่ง อดีตเยาวชนที่เคยก้าวพลาดกลายเป็นเหยื่ออาชญากรรม กล่าวว่า เริ่มหัดดื่มเหล้าตั้งแต่อายุ14ปี เพราะการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เป็นเรื่องปกติในชุมชน ทั้งจากรุ่นพี่ และผู้ใหญ่ พอเข้าเรียนอาชีวะก็มีเพื่อนมีรุ่นพี่ กินดื่มเหล้า ใช้ความรุนแรง ไม่ว่ารุ่นพี่จะให้ทำอะไรพร้อมทำ ทั้งการปล้นเพื่อหาเงินซื้อเหล้า ตีรันฟันแทง ทะเลาะวิวาทกับเพื่อนต่างสถาบัน เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าแน่ว่าเจ๋ง ว่ารักกันจริงชนิดที่เรียกว่ายอมตายแทนได้ สำหรับจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต คือวันนั้นนั่งกินเหล้ากัน เข้าใจผิดคิดว่าเป็นคู่อริ จึงใช้ปืนยิง จนถูกตำรวจสกัดจับ ติดคุก ยอมรับว่าหากในช่วงวัยรุ่นตัดสินใจไม่ดื่ม ไม่คึกคะนอง เหตุการณ์เลวร้ายก็คงไม่เกิด แม้วันนี้จะได้รับอิสรภาพ กลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัว แต่ตราบาปที่ติดอยู่ในใจคือเราเกือบจะฆ่าลูก ฆ่าพ่อ หรือสามีของครอบครัวคนอื่น หากย้อนเวลากลับได้คงไม่ทำเช่นนั้น ได้แต่หวังว่าจะไม่มีใครก้าวพลาดแบบตน ศักดิ์ศรีมันไม่มีอยู่จริง เพราะในวันที่เราพลาด เราอยู่ในคุก เราไม่เหลือใครเลยนอกจากแม่ และครอบครัว รักเพื่อนได้ต้องรักตัวเองด้วย
ขณะที่ นางนันทิยา พุ่มสุวรรณ เหยื่อความรุนแรงในครอบครัว กล่าวว่า เหตุการณ์เลวร้ายผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีวันลืมได้ลง ขณะนั้นอยู่กินกับสามีเก่า ซึ่งติดเหล้า ติดยาเสพติด เกิดอาการหลอน ชอบทำร้ายร่างกาย ขนาดตนกำลังตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน ก็ถูกทำร้ายอย่างรุนแรง แต่ก็ให้อภัยมาตลอดเพราะคำว่าครอบครัว พยายามคุยให้เขาปรับตัวใหม่ กลับไม่เป็นผล จนกระทั่งเขาติดคุกเพราะเสพยา เมื่อถูกปล่อยตัวก็ออกมาทำร้ายอีก ถูกทุบตี ครั้งนี้หนักขึ้นใช้มีดแทง และฟันมือจนเส้นเอ็นขาด ทางญาติตามคนมาช่วยจึงรอดมาได้ หลังจากวันนั้นได้แจ้งความเอาผิดและได้รับการช่วยเหลือจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ตัดสินใจไม่กลับไปหาเขาอีก และเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ชีวิตจริงก็ไม่ง่ายเลย พอเรามามีครอบครัวใหม่หลังจากนั้นไม่นาน ในช่วงที่ช่วงโควิดระบาด สามีใหม่ซึ่งเป็นคนชอบดื่มก็มาตกงาน ซ้ำยังไปขับรถชนคนได้รับบาดเจ็บอีก รายได้ไม่พอรายจ่ายประกอบกับความเครียดอื่น ๆที่สะสม ท้ายที่สุดเขาก็ผูกคอตาย หลังจากที่ตนเองคลอดลูกได้ไม่กี่เดือนเท่านั้น ตอนนี้ก็อยู่กับลูก ทำงานและคิดแต่เพียงว่าจะทำทุกอย่างเพื่อลูกให้ดีที่สุด อยากฝากว่า หากครอบครัวไหนมีสิ่งเสพติดมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง ให้ระวัง มันจะเปลี่ยนจากรักเป็นความรุนแรงได้เลย