นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า การพิจารณาเกณฑ์ความรุนแรง ปัจจุบันเราอยู่ในช่องสีเขียวมีรักษาตัวนอนใน รพ.ประมาณ 2 พันรายต่อวัน เราอยากลงไปสู่ช่องสีขาว คือ ต่ำกว่า 2 พันราย แต่หากมีสมอลเวฟอาจเป็นสีเหลือง คือ รุนแรงน้อย 4-6 พันรายต่อวัน ต้องสร้างความตระหนักประชาชน
ส่วนสีส้ม คือ รุนแรงปานกลาง มีผู้ป่วย 6-8 พันรายต่อวัน และสีแดง คือ รุนแรงมาก 8 พัน - 1 หมื่นรายต่อวัน ตรงนี้จะโยงเรื่องการจัดซื้อยา วัคซีน การฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย การเบิกจ่ายรักษาพยาบาล ที่ผ่านมาภาครัฐส่งงบประมาณเต็มที่เพื่อดูประชาชน แต่อาจจะต้องเปลี่ยนผ่านการเบิกจ่ายค่ารักษาต่างๆ รพ.เอกชนก็มีความพร้อมช่วย
สิ่งสำคัญคือ สปสช. หรือคนดูแลการเบิกจ่ายต้องปรับตัว เพื่อนำไปสู่การใช้สิทธิฉุกเฉิน UCEP ให้ช่วยการเปลี่ยนผ่านลื่นไหลไปด้วยดี การเปิดกิจการกิจกรรมต้องขอความร่วมมือ เพราะเราให้เปิดกันแล้ว เพื่อให้ตัวเลขไม่พุ่งมากไปกว่านี้
"ตอนนี้เรามีการกำหนดเป็นโรคต้องห้ามสำหรับต่างด้าวเอาเข้ามาในราชอาณาจักร ก็ต้องหาทางยกเลิกกำพหนดโรค กรมควบคุมโรคต้องทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย ที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลักการนี้และให้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติกำหนดกราอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติในการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคตามมาตรา 14 (1) พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และเพิ่มแรงจูงใจให้ประชาชนมารับวัคซีน โดยเฉพาะกลุ่ม 608 จัดระบบเข้าถึงยาต้านไวรัสที่สะดวกเข้าถึงง่าย มอบกรมประชาสัมพันธ์กระตุ้นประชาชนเห้นความสำคัญสวมหน้ากาก รับวัคซีน ให้กระทรวงมหาดไทยศึกษากฎหมายเรื่องของการตัดออกจากดรคต้องห้ามเข้าราชอาณาจักร" นพ.ทวีศิลป์กล่าว