ในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ได้ และผู้ที่ฉีดวัคซีนโควิด 19 ไปแล้ว ควรได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ด้วย เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัสคนละชนิดกัน ประชาชนสามารถฉีดวัคซีนได้ทั้ง 2 ชนิดพร้อมกันได้เลย แต่ให้ฉีดที่แขนคนละข้าง และสำหรับประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่
- 1.หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
- 2.เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี ฃ
- 3.ผู้มีโรคเรื้อรัง ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน
- 4.ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
- 5.ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
- 6.โรคธาลัสซีเมีย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งรวมผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ
- 7.โรคอ้วน คือผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือ มีดัชนีมวลกายมากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
ทั้ง 7 กลุ่ม ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ลดความรุนแรงของโรค และลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยได้
กรมควบคุมโรค ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว เข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐใกล้บ้าน และที่สถานพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรณรงค์ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม - 31 สิงหาคม 2565 สามารถสอบถามข้อมูลสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422”