โดยอยู่ในรูปแบบคณะกรรมการคัดกรองที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทหูเทียม 3 คน และมีผู้เชี่ยวชาญจาก สปสช. อีก 1 คนทำหน้าที่คัดกรองว่าผู้ป่วยควรได้รับการผ่าตัดประสาทหูเทียมเพื่อรักษาการได้ยินหรือไม่ รวมไปถึงการตรวจสอบสิทธิประโยชน์ทางการรักษา ซึ่งแต่ละรายใช้เวลาประเมินคัดกรองใน 1 สัปดาห์ก็จะทราบผล ทำให้การคัดกรองมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วขึ้น
“อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดประสาทหูเทียมพบว่ามีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง โดยเฉลี่ยเฉพาะค่าผ่าตัดเพียงอย่างเดียวจะอยู่ที่ราว 300,000 – 800,000 บาท แต่เมื่อเกิดชุดสิทธิประโยชน์จากสปสช.ขึ้นมา จะช่วยให้ผู้ปกครองและเด็กไทยได้เข้าถึงการผ่าตัดประสาทหูเทียมแบบโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชากรไทย และส่งเสริมให้เด็กที่มีปัญหาทางการไดยินได้รับการรักษาและเติบโตอย่างมีคุณภาพ และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป”
รศ.ดร.นพ.ภาธร ภิรมย์ไชย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีการลงทะเบียนในระบบแล้วกว่า 500 ราย ที่ได้รับการผ่าตัดและรอพิจารณาการผ่าตัดประสาทหูเทียม ซึ่งพบว่าอัตราการลงทะเบียนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยพบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ลงทะเบียนมีสัดส่วนหญิงชาย ผู้ใหญ่และเด็กที่เท่ากัน ส่วนผู้ป่วยที่รอพิจารณาการผ่าตัดประสาทหูเทียมตามสิทธิของสปสช. ในช่วงนี้จะมีเฉพาะผู้ป่วยเด็ก จากการติดตามข้อมูลทะเบียน หลังการผ่าตัดประสาทหูเทียมพบว่าการได้ยินเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นทั้งในระยะเวลา 6 เดือน และเมื่อหลัง 12 เดือนคุณภาพชีวิตในแง่การได้ยินและการเคลื่อนไหวทางร่างกายก็ดีขึ้นด้วย
“นอกจากนี้ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) รวมถึงกรมบัญชีกลาง ได้แสดงความจำนงที่จะใช้ระบบการลงทะเบียนที่ทีมวิจัยได้พัฒนาขึ้นมาเช่นกัน เพื่อนำไปใช้ในการช่วยคัดกรองผู้ป่วยทางการได้ยินในส่วนของสิทธิประกันสังคม และสิทธิข้าราชการจากกรมบัญชีกลาง ซึ่งหากมีการประสานงานและเกิดการดำเนินการขึ้น ก็จะทำให้การใช้ระบบคัดกรองผู้ป่วย การติดตามผู้ป่วยในระยะยาวของทีมนักวิจัย ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทุกสิทธิ์หลักประกันสุขภาพของประเทศไทย” รศ.ดร.นพ.ภาธร ภิรมย์ไชย กล่าว
ทพ.จเร วิชาไทย ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. กล่าวว่า งานวิจัยในโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย และทำให้เกิดระบบการลงทะเบียนที่จะนำไปใช้ในระบบประกันสุขภาพอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เห็นว่าโครงการนี้ควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของประชากรที่ได้รับการผ่าตัดประสาทหูเทียมในระยาว รวมถึงผู้ป่วยกลุ่มใหม่ที่ได้รับบริการ เพื่อประเมินความครอบคลุมต่อการเข้าถึงบริการ ประสิทธิภาพ และผลกระทบระยะยาว และได้ทราบว่างบประมาณของประเทศที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์นั้นมีความคุ้มค่า