พิเคราะห์แล้วเห็นว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลตามมาตรา 3 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นกรณีที่ต้องตรากฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบของศาลปกครอง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดี (เอไอเอส) กำหนดเงื่อนไขการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้า โดยผู้ใช้บริการเติมเงิน 50 บาท สามารถใช้บริการได้ภายใน 5 วัน หรือเติมเงิน 300 บาท สามารถใช้บริการได้ภายใน 30 วัน หรือเติมเงิน 500 บาท ใช้บริการได้ 50 วัน หรือเติมเงิน 1,500 บาท ใช้บริการได้ 365 วัน มีลักษณะเป็นการบังคับให้ผู้ใช้บริการต้องใช้บริการภายในเวลาที่กำหนด โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่มีอำนาจหน้าที่ในขณะนั้น อันเป็นการฝ่าฝืนข้อ 11 ของประกาศ กสทช. เรื่องมาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ประกอบมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เลขาธิการ กสทช.) ย่อมมีอำนาจสั่งให้ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้รับใบอนุญาตระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือแก้ไขปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้องหรือเหมาะสม ภายในเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ตามมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว เมื่อพ้นระยะเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีกำหนด แต่ผู้ฟ้องคดียังมิได้ดำเนินการปรับปรุงเงื่อนไขการให้บริการเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้า ตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีอำนาจตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดค่าปรับทางปกครองแก่กรณีของผู้ฟ้องคดี
กรณีจึงเป็นการใช้อำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่อาจรับฟังได้ว่าขัดหรือแย้งกับหลักนิติธรรม และสิทธิที่ผู้ฟ้องคดีเคยได้รับ และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญดังข้ออ้างของผู้ฟ้องคดี อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีกรณีนี้จึงไม่อาจรับฟังได้