กรมวิทย์ เผยฐานข้อมูลโลก พบ "โอมิครอน BA.5" เพิ่มขึ้นจาก 16% เป็น 25% คาดเป็นสายพันธุ์หลักต่อไป ส่วน BA.4 แนวโน้มลดลง ในไทยพบเพิ่มขึ้นทั้ง 2 สายพันธุ์

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

24 มิถุนายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก โรงแรมริชมอนด์ แกรนด์ จ.นนทบุรี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด 19 และการกลายพันธุ์ ว่า หลังโควิด-19 ระบาดมา 2 ปีกว่า เรามีสายพันธุ์ที่น่ากังวล (VOC) เหลือสายพันธุ์เดียว คือ โอมิครอน ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักทั่วโลกเกือบ 100% สายพันธุ์อื่นหายไปเกือบหมดแล้ว โดย โอมิครอน ยังไม่มีการแตกลูกที่เปลี่ยนแปลงเป็นตัวใหม่ แต่มีการกลายพันธุ์ของลูกหลานเป็น BA. ต่างๆ ซึ่งองค์การอนามัยโลกมีข้อมูลมากขึ้นก็เห็นว่าบางตัวน่าจะจัดชั้นว่าต้องจับตาดู (LUM) ซึ่งขณะนี้มี 6 ตัว ที่เป็น VOC-LUM ได้แก่ BA.4 , BA.5 , BA.2.12.1 , BA.2.9.1 , BA.2.11 และ BA.2.13
พบ "โอมิครอน BA.5" เพิ่มขึ้น 9% คาดเป็นสายพันธุ์หลักทั่วโลกในขณะนี้
 

ทั้งนี้ การกลายพันธุ์ที่เหมือนกันของ BA.4 และ BA.5 คือ ตำแหน่ง L452R คล้ายกับสายพันธุ์เดลตา ซึ่งมีการวิจัยว่า การกลายพันธุ์ตรงนี้ทำให้เซลล์ปอดเชื่อมกัน ทำให้เกิดปอดอักเสบได้ง่ายขึ้น ทำให้เป็นที่วิตกกังวลว่า โอมิครอนนั้นแพร่เร็ว และหากรุนแรงพอๆ กับเดลตาจะเกิดปัญหาขึ้น แต่ข้อมูลนี้ ยังเป็นการทดลองในห้องแล็บและการสันนิษฐานจากตำแหน่งทางพันธุกรรม (Genetic) จึงต้องรอเวลาติดตามดูต่อไป ส่วนตำแหน่งที่ต่างกันของ BA.4 และ BA.5 ไม่ได้ส่งผลกระทบเรื่องความรุนแรง พบ "โอมิครอน BA.5" เพิ่มขึ้น 9% คาดเป็นสายพันธุ์หลักทั่วโลกในขณะนี้

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ขณะนี้ข้อมูลที่ทุกประเทศช่วยกันถอดรหัสพันธุกรรมแล้วส่งเข้ามาในฐานข้อมูลโลก GISAID ในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายพบว่า BA.5 มีทั้งหมด 31,577 ตัวอย่าง ใน 62 ประเทศ น่าจับตาใกล้ชิดมากกว่า เพราะมีการเพิ่มขึ้นจาก 16% เป็น 25% ส่วน BA.4 พบ 14,655 ตัวอย่าง แนวโน้มลดลงจาก 16% ลดเหลือ 9% ขณะที่ BA.2.12.1 ก็ลดลงเช่นกันจาก 31% เหลือ 17% เป็นธรรมชาติของสายพันธุ์ที่แพร่เร็วกว่าจะเบียดตัวที่แพร่ช้ากว่า ซึ่งอีกไม่นาน BA.5 น่าจะเป็นสายพันธุ์หลักของการระบาดทั่วโลกรวมถึงไทย

ในส่วน การเฝ้าระวัง ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เรามีการตรวจแบบเร็ว ซึ่งจะยังแยก BA.4 และ BA.5 ไม่ได้ โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 18-22 มิ.ย. 2565 ตรวจ 400 กว่าราย พบ BA.4/BA.5 181 ราย โดยกลุ่มผู้เดินทางมาจากต่างประเทศพบสัดส่วนเป็น BA.4/BA.5 มากกว่า 72%

ส่วนการตรวจในประเทศสัดส่วน BA.4/BA.5 พบประมาณ 40% สำหรับการตรวจโดยถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัวและส่งข้อมูลไป GISAID แล้ว พบว่า BA.4 และ BA.5 รวม 81 ตัวอย่าง แบ่งเป็น BA.4 จำนวน 32 ตัวอย่าง และ BA.5 จำนวน 49 ตัวอย่าง ถามว่าไทยเรามีเท่าไร น่าจะมีประมาณ 200 กว่าตัวอย่าง เพราะการถอดรหัสพันธุกรรมส่วนหนึ่งดึงมาจากการตรวจแบบเร็ว จึงมีความทับซ้อนกันอยู่จำนวนหนึ่ง

"ในประเทศไทยถือว่า BA.4 และ BA.5 มีสัดส่วนมากขึ้น แต่ที่สัปดาห์นี้เพิ่มขึ้นไปเกือบ 50% จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่พบไม่มกา เนื่องจากตัวอย่างเพิ่งส่งมาให้ตรวจ ยังต้องดูอีก 2-3 สัปดาห์ต่อเนื่องว่า แนวโน้มที่จะเกิดในบ้านเราเป็นอย่างไร ซึ่งเราจะเฝ้าระวังในคนอาการหนักเป็นพิเศษ เพราะโจทย์เราคือรุนแรงขึ้นหรือไม่ โดยจะร่วมมือกรมการแพทย์ รพ.ใหญ่ๆ ในภูมิภาคว่า คนที่ใส่ท่อช่วยหายใจมี BA.4 BA.5 เพิ่มมากขึ้นมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีคนไข้หนักขอให้ส่งตัวอย่างมาตรวจสายพันธุ์ด้วย" นพ.ศุภกิจกล่าว

พบ "โอมิครอน BA.5" เพิ่มขึ้น 9% คาดเป็นสายพันธุ์หลักทั่วโลกในขณะนี้ นพ.ศุภกิจ ได้กล่าวอีกว่า ทุกครั้งที่กลายพันธุ์จะมีคำถามว่าแพร่เร็วขึ้นหรือไม่ หลบภูมิคุ้มกันหรือไม่ และรุนแรงทำให้อาการหนัก เสียชีวิตมากขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ ย้ำว่าอย่าเพิ่งตื่นตระหนก ข้อมูลในปัจจุบันพบชัดเจนว่ามีการแพร่เร็ว แต่เป็นการรายงานของแล็บ ซึ่งเมื่อเทียบกับ BA.2 พบว่า BA.4 และ BA.5 มีความเร็วกว่า แอนติบอดีที่จะทำลายฤทธิ์ของเชื้อใช้ได้น้อยลง คือ สู้แอนติบอดีได้ดีกว่า และยารักษาสำหรับบางรายที่ไม่มีภูมิคุ้มกันมากพอก็ตอบสนองน้อยลง แต่สรุปว่ารุนแรงหรือไม่ ต้องรอข้อมูลทางคลินิกเพิ่มเติม เพราะยังเป็นข้อสันนิษฐาน ยังไม่มีสำนักไหนฟันธงว่ารุนแรงขึ้นจริง

 

"ข้อมูลจากประเทศอังกฤษพบว่า BA.4 และ BA.5 เมื่อเทียบกับ BA.2 ก่อนหน้านี้ บางประเทศพบว่าแพร่เร็วกว่าจริง คือ อังกฤษเร็วมากกว่า 1.4-1.5 เท่า สหรัฐอเมริกา เร็วกว่าเกือบ 1.5 เท่า แอฟริกาใต้เร็วกว่า 1 เท่าเศษ ส่วนฝรั่งเศสและเยอรมนีแพร่เร็วไม่ต่างจาก BA.2 ส่วนเนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก โปรตุเกส แพร่เร็วต่ำกว่า BA.2 ซึ่งยังไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร จึงยังต้องจับตาดูต่อไป" นพ.ศุภกิจกล่าว

 

นพ.ศุภกิจ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมอีกว่า

คนที่เคยติดเชื้อโอมิครอน BA.1 BA.2 มาก่อนสามารถติดเชื้อ BA.4 BA.5 ซ้ำได้ โดยคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนจะพบว่า เมื่อมาติด BA.5 ภูมิคุ้มกันที่จะสู้กับเชื้อลดลงไปมาก 6-7 เท่า ส่วนผู้ที่ฉีดวัคซีน ภูมิคุ้มกันที่จะสู้กับเชื้อลด 1-2 เท่า ดังนั้น ถ้าฉีดวัคซีนและภูมิคุ้มกันในร่างกายสูงมากพอจะสู้ได้มากกว่าคนไม่ฉีดวัคซีน การรับวัคซีนเข็มกระตุ้นยังจำเป็น เพราะช่วยให้มีภูมิคุ้มกันมากพอ ช่วยลดความรุนแรงและอาการต่างๆ

"สำคัญคือมาตรการป้องกันตนเองที่เหมาะสม ขณะนี้เราไม่ได้บังคับสวมหน้ากาก แต่การสวมหน้ากากและล้างมือเป็นความตระหนักรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งช่วง 2 ปีกว่าที่ใส่หน้ากาก ล้างมือ เลี่ยงเข้าที่แออัด ทำให้ป่วยเป็นหวัดน้อยลงหรือไม่ ก็พิสูจน์ด้วยตัวเองว่าช่วยป้องกันได้ ดังนั้น ถ้าอยู่คนเดียว ไม่ได้มีกิจกรรมร่วมกับใครก็ถอดได้ แต่ตอนไหนคิดว่ามีความจำเป็น พูดคุยผู้คน เข้าไปในกลุ่มชุมชน ก็ควรใส่ ซึ่งป้องกันได้หลายโรคไม่เฉพาะโควิด 19 ทั้งวัณโรค ปอดอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ ช่วยป้องกันลดการแพร่เชื้อได้ โดยเฉพาะคนภูมิคุ้มกันไม่ดี ร่างกายอ่อนแอ ต้องมีมาตรการป้องกันเหล่านี้" นพ.ศุภกิจกล่าวและว่า ขณะนี้อย่าเพิ่งกังวลอะไรมาก เรากำลังเปิดประเทศ ผ่อนคลายมาตรการให้ชีวิตดำเนินไปได้ ยังไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการ แต่ถ้าผิดปกติจริง เตียงกลับมาล้นก็อาจต้องกลับมาพิจารณา

ทางด้าน นพ.บัลลังก์ อุปพงษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ข้อมูลการกลายพันธุ์ของ BA.4 และ BA.5 ในตำแหน่ง L452R ทำให้เกิดอาการปอดอักเสบง่ายขึ้น เป็นผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการ ข้อมูลทางคลินิกยังไม่มีหลักฐานชัดเจนเพียงพอ และปัจจุบัน WHO ก็สรุปว่า BA.4 และ BA.5 ความรุนแรงไม่ได้มากกว่า BA.1 หรือ BA.2 ซึ่งทราบกันดีว่า BA.1 และ BA.2 อ่อนกว่าเดลตาเยอะ

พบ "โอมิครอน BA.5" เพิ่มขึ้น 9% คาดเป็นสายพันธุ์หลักทั่วโลกในขณะนี้ เมื่อถามว่ามีการคาดหรือไม่ว่า BA.4 BA.5 จะทำให้เกิดการระบาดอีกระลอกของประเทศไทย

นพ.ศุภกิจ ตอบว่า ยังบอกไม่ได้ เพราะวันนี้หลายประเทศในโลกทำคล้ายกันหมด คือ ตรวจลดลง ตัวเลขจริงโอมิครอนวันนี้ทำให้ติดเชื้อป่วยเท่าไร ตัวเลขรายงานทุกวันนี้น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่มาก ก็เหมือนโรคทั่วไปที่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีอาการรุนแรงผิดปกติเห็นได้ชัด จะมาหรือน้อยอาจไม่ได้กังวลมากนักในปัจจุบัน แต่ถ้ามาเร็วพร้อมความรุนแรง เช่น ผู้ป่วยหนักเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ก็ต้องมีมาตรการบางอย่าง ซึ่งเรามีการเฝ้าระวังติดตาม

ถามถึงกลุ่มอาการที่พบของคนติดสายพันธุ์ BA.4 BA.5 นพ.ศุภกิจกล่าวว่า เรายังไม่ได้รับรายงานว่ามีใครอาการหนักหรือเสียชีวิต เนื่องจากกรมวิทย์เป็นแล็บต้นทาง เราก็จะส่งข้อมูลให้กรมควบคุมโรคไปสอบสวนโรคว่ามาจากไหนอย่างไร จะได้ข้อมูลมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ที่เจอ 2 สายพันธุ์อยู่ใน กทม. เพราะอยู่ใกล้ศูนย์การตรวจ การส่งตัวอย่างง่าย

ถามว่าอัตราครองเตียงใน กทม.ที่เพิ่มขึ้นและมีอาการหนักมากขึ้น 10% สอดคล้องกับสายพันธุ์นี้หรือไม่ นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ยังต้องพิสูจน์ต่อไป จะเชื่อมโยงกัน ซึ่งเราจะขอตัวอย่างคนอาการหนักใส่ท่อมาหาสายพันธุ์เพิ่มเติม

ขณะที่ฟากฝั่งรัฐบาลโดย นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฝากถึงประชาชนพิจารณาใช้ประโยชน์ด้านสุขอนามัยของการสวมหน้ากากอนามัย แม้ข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 46) ได้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ให้ผ่อนคลายสวมหน้ากากอนามัยให้เป็นไปตามความสมัครใจมีผลแล้ว  พบ "โอมิครอน BA.5" เพิ่มขึ้น 9% คาดเป็นสายพันธุ์หลักทั่วโลกในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม การสวมหน้ากากอย่างถูกวิธี ตามข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ยังคงมีประโยชน์ด้านสุขอนามัยในการป้องกันการแพร่ และการรับเชื้อ ทั้งเชื้อโรคโควิด-19 รวมทั้งโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจอื่นๆ ทำให้ตนเอง และผู้อื่นมีความปลอดภัยด้านสุขภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น  

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังขอให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่ม 608 โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดที่จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยังสูงอาทิ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี อุบลราชธานี สมุทรปราการ เป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น สร้างภูมิคุ้มกัน ลดการแพร่ระบาด ลดอาการป่วยหนัก และการเสียชีวิตจากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข รายงาน ภาพรวมการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นได้เพียง 42.3% ซึ่งยังห่างจากเป้าหมาย 60% 

เกาะติดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในวันนี้ 

พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 2,313 ราย จำแนกเป็น ผู้ติดเชื้อในประเทศ 2,309 ราย และผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 4 ราย ผู้เสียชีวิต16 ราย ผู้ที่กำลังรักษาตัว 22,458 ราย และมียอดผู้ที่หายป่วยกลับบ้านแล้ว 1,489 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วย ยืนยันสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค. 65 จำนวน 2,286,106 ราย จำนวนผู้ที่หายป่วยสะสมจำนวน 2,288,030 ราย จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 602 ราย ขณะที่ ภาพรวมการฉีดวัคซีนโควิด-19 สรุปจำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนสะสม ตั้งแต่ 28 ก.พ. 64 - 23 มิ.ย. 65 รวม 139,374,007 โดส ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็นผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 สะสม 56,936,693 โดส ผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 สะสม 53,074,198 โดส ผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 สะสม 25,422,035 โดส และผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 4 สะสม 3,941,081 โดส

พบ "โอมิครอน BA.5" เพิ่มขึ้น 9% คาดเป็นสายพันธุ์หลักทั่วโลกในขณะนี้