นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาได้มีการเข้ายื่นหนังสือทั้งที่กระทรวงพลังงานและกระทรวงคมนาคม เพื่อขอความช่วยเหลือจากสถานการณ์น้ำมันแพงนอกจากจะไม่ได้รับเสียงตอบรับแล้วยังต้องมาเผชิญภาวะตกงานกระทันหันเช่นนี้ ดังนั้นจึงขอยื่นข้อเรียกร้องต่อกระทรวงคมนาคม คือ
1.ขอให้มีการพิจารณาเรื่องกำหนดเวลา 30 วันที่จะนำรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลออกจากบริการ (GrabBike win) ออกไปจนกว่ากรมการขนส่งทางบกจะมีมาตรการรองรับหรือกฎหมายใหม่ที่เหมาะสมสำหรับรถจักรยานยนต์รับจ้างผ่านแอพพลิเคชั่น
2.ขอให้มีกฎหมายรองรับผู้ให้บริการขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านแอพพลิเคชั่นอย่างถูกต้อง โดยมีเงื่อนไขดังนี้ คือ ไม่จำเป็นต้องมีสังกัดวินมอเตอร์ไซด์ เพราะมีค่าใช้จ่ายเรื่องเสื้อวินราคาสูง และหากให้ไปรวมกับวินมอเตอร์ไซค์ที่มีอยู่แล้ว อาจก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างวินมอเตอร์ไซค์และผู้บริการขับขี่รถมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องยื่นจดทะเบียนรถจักรยานยนต์เป็นป้ายเหลืองแค่ใบขับขี่สาธารณะก็เพียงพอ
3.ขอให้อัตราค่าโดยสารเป็นไปตามราคาปัจจุบันเพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าของชีพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
4.ขอให้สามารถใช้เกณฑ์ในการวิ่งรับส่งแบบเดียวกันกับแท็กซี่ โดยไม่จำเป็นต้องแต่งโซนหรือแบ่งเขต และเวลา 30 วันไม่เพียงพอ เพราะได้ประโยชน์กลุ่มๆเดียวประชาชนประชุมผู้ขับเดือดร้อนจึงขอให้ยืดเวลาออกไปก่อน จะแก้กฎหมายหรือร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ ขอให้มีมติออกมา ซึ่งกฎหมายต้องเปลี่ยนไม่ใช่ได้ประโยชน์เพียงกลุ่มเดียว อย่างไรก็ตามเข้าใจเป็นอย่างดีว่ากระบวนการใดๆต้องใช้เวลา แต่ขอให้มาสอบถามพวกเราก่อน
ด้านนายวิรัช กล่าวว่า เราต้องการดูแลประชาชนให้มีหลักเกณฑ์ที่ปลอดภัยด้วย ทั้งนี้ระยะเวลาหากสั้นไปเราก็ขยายเวลาจาก 30 วันออกไปอีก แต่จะเชิญตัวแทนเข้ามาพูดคุยกันก่อน วันนี้จะรับหนังสือจะไปปรึกษาหารือกันก่อน และจะนัดเวลามาพูดคุยกันอีกครั้ง
ขณะที่นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กล่าวว่า เรื่องราคาค่าโดยสารเราได้พูดคุยกับทางแอพฯแล้ว ว่าจะขอให้แยกค่าบริการออกจากค่าโดยสารเพื่อให้ชัดเจนว่าสิ่งที่เป็นค่าโดยสารจริงๆที่จะได้แล้วไม่โดนหักมันเป็นอย่างไรให้ชัดเจน ซึ่งปัจจุบันเรามีกฎหมายเรื่องรถสาธารณะจึงอยากให้เข้าสู่ระบบให้ถูกต้อง ทั้งนี้ ขอให้มั่นใจว่าทางกรมไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไร เพียงต้องการทำให้เข้าระบบเพื่อทำให้ถูกต้อง