ทางด้าน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ CDC เปิดเผยว่า ในสหรัฐมีการตรวจพบผู้ป่วยหรือผู้ต้องสงสัยติดเชื้อฝีดาษลิงแล้วอย่างน้อย 20 รายใน 11 รัฐ ซึ่งรวมถึงรัฐแคลิฟอร์เนีย โคโลราโด ฟลอริดา จอร์เจีย อิลลินอยส์ แมสซาชูเซตต์ นิวยอร์ก เพนซิลเวเนีย เวอร์จิเนีย ยูทาห์ และวอชิงตัน
เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของสหรัฐกล่าวว่า การแพร่ระบาดไปทั่วโลกของโรคฝีดาษลิงครั้งนี้ถือเป็นการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยพวกเขาวิตกกังวลว่า ไวรัสชนิดนี้จะแพร่ระบาดเร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้
เจ้าหน้าที่ CDC พยายามคลายความกังวลใจให้กับสาธารณชนโดยระบุว่า การแพร่ระบาดของโรคฝีดาษลิงในสหรัฐขณะนี้ มีความแตกต่างจากโรคโควิด-19 อย่างชัดเจน เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์แทบไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ในช่วงแรกที่เกิดการแพร่ระบาดและในขณะนั้นสหรัฐก็ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาโรคเพื่อต่อสู้กับไวรัสโควิด แต่สำหรับฝีดาษลิงนั้น เป็นโรคที่รู้จักกันมาเนิ่นนานแล้ว อีกทั้งยังมีวัคซีนและยาพร้อมอยู่แล้ว
ในขณะนี้ คณะบริหารภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ทำการจัดส่งวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษลิงจำนวน 1,200 โดสให้กับประชาชนที่มีความเสี่ยงสูงต่อไวรัสชนิดดังกล่าวแล้ว เพื่อป้องกันและชะลอการแพร่ระบาดครั้งใหญ่
ด้าน ดร.เจนนิเฟอร์ แมกควิสตัน รองผู้อำนวยการแผนกโรคและพยาธิวิทยา ของ CDC ระบุถึง ผลการวิเคราะห์เชื้อไวรัสฝีดาษลิงในสหรัฐอเมริกาพบว่ามี 2 สายพันธุ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นการสนับสนุนข้อสันนิษฐานที่ว่า มีการแพร่ระบาดในสหรัฐมาได้ระยะหนึ่งแล้วโดยที่ไม่มีการตรวจพบ และจะต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ของโรคระบาดดังกล่าวภายในประเทศ และอาจพบการแพร่ระบาดในระดับชุมชนในขณะนี้
ขณะที่ดร.แองเจลา ราสมุสเซน นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยซัสแคตเชวัน ในแคนาดา เปิดเผยว่า ผลการวิจัยชี้ว่า การควบคุมเชื้อไวรัสทำได้ยากขึ้น เนื่องจากไม่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อที่แน่ชัด และแม้ว่าขณะนี้จะยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากโรคนี้นอกเขตทวีปแอฟริกา แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่ผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงจะเสียชีวิตหากเป็นผู้ที่มีสุขภาพอ่อนแออยู่ก่อนแล้ว
สื่อดังต่างประเทศรายงาน ส่งตรงจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2565 ระบุว่า WHO หรือ องค์การอนามัยโลก เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์โรคฝีดาษวานร หรือฝีดาษลิง ยืนยันผู้ป่วยสะสมนอกทวีปแอฟริกาอย่างน้อย 780 คน ในอย่างน้อย 27 ประเทศ ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
สถิติผู้ป่วยยืนยันถือว่าเพิ่มขึ้นมากถึง 3 เท่า จากจำนวนผู้ติดเชื้อ 257 คน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากบางประเทศบ่งชี้ การพบผู้ป่วยซึ่งไม่มีความเชื่อมโยงกับผู้ติดเชื้อคนก่อนหน้า หมายความว่า การถ่ายทอดเชื้อยังคงสามารถหลุดรอดจากการตรวจคัดกรอง และการสอบสวนโรค เป็นสัญญาณว่า จะยังคงมีการพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ทั้งในประเทศที่พบแล้ว และประเทศที่ยังไม่เคยพบมาก่อน
จากรายงานยังเผยข้อมูล ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเสี่ยง ในกลุ่ม "กลุ่มชายรักชาย" หรือกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายด้วยกัน WHO คาดการณ์ว่า เรื่องนี้ว่ามีความเป็นไปได้ที่โรคฝีดาษลิง อาจแพร่เชื้อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ แต่ในเวลาเดียวกัน ผู้สัมผัสใกล้ชิดยังคงมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อ
แม้จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับการพบผู้เสียชีวิตจากโรคฝีดาษลิงนอกทวีปแอฟริกา แต่ WHO ยังย้ำอีกว่า ความเสี่ยงต่อระบบสาธารณสุข “อาจเพิ่มขึ้นในระดับสูง” หากมีการพบผู้ป่วยในประเทศที่ไม่เคยพบโรคนี้มาก่อนเพิ่มขึ้นอีก นอกจากนี้ ในรายงานยังเปิดเผยข้อมูลอีกว่า อาการของผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงนอกทวีปยุโรปหลายคน แตกต่างจากโรคฝีดาษลิงที่เป็นโรคประจำถิ่นของทวีปแอฟริกา ทั้งที่เป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดียวกัน