จากการตรวจสอบยังพบว่า ภายหลังจากที่ คู่กรณีบริษัทเอกชนรายนี้ ได้รับเงินและผลประโยชน์แล้ว ได้แบ่งผลประโยชน์ให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ถูกกล่าวหา เป็นเงิน 65,000,000 บาท และจำนวนหุ้นในที่ดินร้อยละ 40 จากจำนวนหุ้น ที่ คู่กรณีของบริษัทเอกชนรายนี้ ได้รับมาจาก บริษัทเอกชนรายนี้ มีมูลค่าประมาณ 72,000,000 บาท มีชื่อ นาง ว. (มารดาของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ถูกกล่าวหา) เป็นผู้ถือแทนผู้ถูกกล่าวหา รวมผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับประโยชน์ทั้งสิ้นเป็นเงิน 137,000,000 บาท
รายงานข่าวแจ้งว่า นอกจาก ผู้พิพากษารายนี้ ที่ถูก ก.ต.มีมติไล่ออกราชการแล้ว คณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (อ.ก.ต.) ยังได้มีมติให้ส่งเรื่องประธานศาลฎีกา มีความเห็นตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ผู้พิพากษาฎีกาอีกรายหนึ่ง ที่ถูกตรวจสอบพบว่ามีส่วนเข้าไปพัวพันคดีนี้ด้วย โดยปรากฎภาพถ่ายหลักฐานยืนยัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ในขั้นตอนการของ อนุฯ ก.ต. ตรวจสอบไม่พบเส้นทางการเงิน จึงชี้ว่าไม่มีมูลให้ยุติเรื่อง และเพิ่งยกมาพิจารณาในชั้นพิจารณาความเหมาะสมในการเลื่อนเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา (หน.ฎีกา) ขณะที่ในการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2564 ที่ผ่านมา มีมติเสียงข้างมาก 9 ต่อ 6 เสียง ไม่เห็นชอบให้ผู้พิพากษาฎีการายนี้ขึ้นเป็น หน.ฎีกา
ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org)