แม้ผู้กองจะออกตัวว่า ไม่ทราบเรื่อง "นายกฯสำรอง" แต่กลับยืนยันชัดเจนว่า “บิ๊กป้อม” พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นนายกฯได้
อยู่ที่ตัว พล.อ.ประวิตร หากถามว่าสามารถเป็นนายกฯได้หรือไม่ ความจริงท่านก็เป็นได้ตลอดเวลา แต่ทุกอย่างอยู่ที่ตัวท่าน"
เมื่อนักข่าวถามถึง "อุบัติเหตุการเมือง" หลังเปิดสภา ที่ต้องมีการซาวเสียงเลือกนายกฯใหม่ / ผู้กองธรรมนัส ตอบเอาไว้อย่างน่าสนใจ
"ในความคิดเห็นของผม คงใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรค 2 สำหรับบุคคลที่จะเข้ามาแก้ไขในสถานการณ์นี้ได้"
รัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรค 2 คืออะไร / ต้องย้อนไปดูมาตรา 272 วรรค 1 ด้วย
272 วรรค 1 - ให้ ส.ว.ร่วมโหวตเลือกนายกฯ ในระยะ 5 ปีแรกหลังมีสภาชุดแรกตาม รธน.นี้
272 วรรค 2 - ถ้าเลือกนายกฯจากบัญชีแคนดิเดตที่พรรคการเมืองเสนอไม่ได้ ก็ให้ไปเลือกนายกฯคนนอก โดยขออนุมัติจากรัฐสภา เสียง 2 ใน 3
แปลกหรือไม่ที่ ผู้กองธรรมนัส ไม่พูดถึง 272 วรรค 1 แต่ข้ามไป 272 วรรค 2 เลย/ คำตอบก็คือ ไม่เอานายกฯในบัญชีแคนดิเดต แต่จะเอา "คนนอก" และ "คนนอก" นั้นคือ "บิ๊กป้อม"
เสียงนี้สอดประสานทั้งในสภา คือ กลุ่มผู้กอง - พรรคเศรษฐกิจไทย / และนอกสภา คือ สภาที่ 3 รวมทั้งกลุ่มสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย ที่นำโดย จตุพร พรหมพันธุ์ + นิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา และมีคุณอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ รวมอยู่ด้วย ซึ่งกลุ่มนี้ก็เคยเสนอ "นายกฯคนนอก" มาแล้ว
อาจจะสงสัยว่า เหตุใดจึงต้องใช้สูตร "นายกฯคนนอก" ผ่านปฏิบัติการ "ขย่มบิ๊กตู่ ชูบิ๊กป้อม" เหตุผลก็คือ
1.การจะล้ม "บิ๊กตู่" หรือรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ โดยไม่ทำให้ “พี่น้อง 3ป.” แตกคอกัน โดยเฉพาะ “ป.ใหญ่ กับ ป.เล็ก” ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย
2.การจะยุให้ "3ป." แตกกันจริงๆ ก็เป็นเรื่องยาก เพราะพี่น้องบูรพาพยัคฆ์น่าจะไม่ถึงกับฆ่ากันเองทางการเมือง
3.แต่การใช้สูตร "ตู่ไม่ไหวก็ให้ป้อม" เป็นแนวๆ "อำนาจเปลี่ยนมือในกลุ่มเดียวกันเอง" ย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า และน่าจะมีข้อต่อรองทางการเมืองไม่ให้มีการตามเช็คบิลกัน โดยเฉพาะเช็คบิลบิ๊กตู่
4.หาก "บิ๊กป้อม" ขึ้นมาเป็นนายกฯ การต่อรองทางการเมืองจะทำได้ง่ายขึ้น ทั้งเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ และอื่นๆ เหมือนกับที่เคยสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญ เปลี่ยนกติกาเลือกตั้งเป็น "บัตร 2 ใบ"
5.การแก้รัฐธรรนูญ เปลี่ยนกติกาเลือกตั้ง ทำให้พรรคเพื่อไทยได้ประโยชน์ชัดเจน จนอาจชนะแลนด์สไลด์ แต่พรรคพลังประชารัฐในปีก “บิ๊กป้อม” กลับเอาด้วย
ล่าสุด ไพบูลย์ นิติตะวัน มือทำงานของ บิ๊กป้อม ที่แหกโผเข้าไปเป็น กมธ.กฎหมายลูกเลือกตั้ง (จนวิเชียร ชวลิต กระเด็น ออกไปอยู่สร้างอนาคตไทย) ก็ออกมาประกาศหนุน "บัตร 2 ใบ" แบบไม่มี “"ส.ส.พึงมี" และใช้ 100 หารคะแนนปาร์ตี้ลิสต์
สูตรเลือกตั้งแบบนี้ พลังประชารัฐเสียเปรียบเพื่อไทยชัดๆ (เพราะถ้าเพื่อไทยชนะ พลังประชารัฐย่อมแพ้ เนื่องจากเป็นคู่แข่งกัน) แต่พลังประชารัฐกลับยอม
พอจะมองเห็นสิ่งที่เรียกว่า "ดีลลับ" หรือ "บิ๊กดีล" กันแล้วใช่หรือไม่
รอดูพัฒนาการขั้นต่อไปของปฏิบัติการ "ขย่มบิ๊กตู่ ชูบิ๊กป้อม" ว่าจะไปถึงฝั่งฝันหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่าคนที่จะอนุญาตให้ทำได้ หรือไม่ได้ คือประชาชน
"บิ๊กป้อม" เองก็มีประเด็นที่ประชาชนไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะ แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน
และสูตรการเมือง "ตู่ไม่ไหวก็ให้ป้อม" ดูคล้ายๆ ยุคก่อนพฤษภาฯ35 ที่คณะ รสช. ปฏิวัติเข้ามาแล้วก็สืบทอดอำนาจ และมีการพูดถึงการส่งต่อตำแหน่งกันในหมู่คณะนายทหารด้วยกัน
“ถ้าสุไม่เอาก็ให้เต้” หมายถึง ถ้า พล.อ.สุจินดา คราประยูร หรือ “บิ๊กสุ” ไม่รับตำแหน่งนายกฯ ก็ส่งต่อให้ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล หรือ “บิ๊กเต้” แทน
สุดท้ายประชาชนรับไม่ไหว และออกมาชุมนุมขับไล่ กระทั่งเกิดเหตุ พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 35 ซึ่งกำลังจะครบรอบ 30 ปีในเดือนหน้านี้พอดี