"รศ.ดร.สิริพรรณ" - โดยขั้นตอนก็จะเป็นอย่างที่ทั้งอาจารย์แล้วก็คุณวราวิทย์กล่าวนะคะ คือเมื่อเงินตรงนี้เป็นเงินจากกรมบัญชีกลางแน่ๆที่เป็นคนดูแลงบประมาณของกกต. หรืออีกนัยหนึ่งถ้าพูดให้ชัดคือเป็นเงินภาษีของเราทุกคน แต่ว่าโดยความเป็นไปได้แล้วตามระเบียบจริงๆ ทางกกต. ต้องอุทธรณ์ ก็อุทธรณ์ฎีกาแต่สมมติว่าเมื่อคดีสิ้นสุดที่ฎีกา เงินที่จะต้องเอามาจ่ายให้กับ"คุณสุรพล"แน่นอนเป็นเงินจากกรมบัญชีกลาง
ที่นี้อีกอย่างที่คุณวราวิทย์ถามมานะคะ กรมบัญชีกลางโดยปกติแล้ว จะทำหน้าที่ก็คือกรมบัญชีกลางสังกัดกระทรวงการคลัง กระทรวงการคลังจะมีสิทธิ์ที่จะฟ้องเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในกรณีนี้คือ กกต. ทั้ง 7 ท่าน แล้วเข้าใจว่ากรณีของคุณสุรพลฟ้องเจ้าหน้าที่อื่นๆด้วยเท่าที่อ่านดูจะมีอีก 14 ท่าน ซึ่งกรมบัญชีกลางแล้วก็กระทรวงการคลังสามารถร้องเอาผิดเจ้าหน้าที่เหล่านี้ได้ โดยให้ควักเงินส่วนตัวซึ่งแน่นอนว่าในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีกรณีนี้
แต่ดิฉันคิดว่าคงน่าสนใจมากเพราะว่าต้องย้อนกลับมาดูคำวินิจฉัยนี้ ถึงแม้ว่าโดยตัวพระราชบัญญัติภายใต้รัฐธรรมนูญจะคุ้มครองการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระและของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้ากระทำโดยสุจริตแต่เราตั้งคำถามกับประเด็นนี้ว่าคำวินิจฉัยของศาลจังหวัดฮอดออกมาแบบนี้จะถือว่าเป็นเป็นคำวินิจฉัยที่กล้าหาญและน่าสนใจ
แสดงว่าคงจะต้องพบประเด็นที่มีนัยยะสำคัญจริงๆ ว่าคำวินิจฉัยของกกต.เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมรอบคอบหรือไม่ ถ้าย้อนกลับมาว่าถ้ากรมบัญชีกลางจะฟ้องเจ้าหน้าที่ต่างๆกกต.7 ท่าน คงต้องไปดูว่าในบันทึกการประชุมมีกกต. เสียงข้างน้อยไหม มีท่านไหนที่มีคำวินิจฉัยต่างไปหรือไม่ซึ่งท่านนั้นก็อาจจะไม่ต้องรับผิด ขณะเดียวกันกกต.ก็สามารถต่อสู้กลับโดยการฟ้องศาลปกครองได้เช่นกัน
เรื่องก็จะมีเป็นแบบนี้ ถ้ากกต.7 ท่านถูกกรมบัญชีการฟ้องให้จ่ายเงินส่วนตัวก็สามารถฟ้องไปยังศาลปกครองให้วินิจฉัยได้ว่า สิ่งที่กกต. ทั้ง 7 ท่านและกรรมการทั้งหมดในกระบวนการเหล่านี้ ได้ทำโดยสุจริตวินิจฉัยตามขั้นตอนแล้วถือเป็นขั้นตอนตรงนั้น
แต่ดิฉันคิดว่าหัวใจสำคัญอยู่ตรงนี้เขาว่าคำวินิจฉัยครั้งนี้โดยการให้ใบส้มได้กระทำการตามขั้นตอนที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ ดิฉันคิดว่าตรงนี้คือหัวใจสำคัญ