13 เมษายน
ช่วงเช้า "แม่ผู้เสียหาย"ไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ สน.ลุมพินี ระหว่างนั้นไม่ชัดเจนว่า "ปริญญ์"รู้ได้อย่างไรว่า แม่ไปแจ้งความแล้ว "ปริญญ์"พยายามโทรมาคุย 3-4 ครั้ง
ช่วงบ่าย "แม่ผู้เสียหาย"ไปพบ"ทนายตั้ม"พร้อมกับน้องเล่าเรื่องให้ฟัง และระหว่างนั้น "ปริญญ์"โทรมาเข้าอีกครั้งพอดี "ทนายตั้ม"จึงให้แม่รับสายและเปิดสปีกเกอร์โฟน และ"ทนายตั้ม"อัดคลิปไว้ "ปริญญ์" พยายามขอโทษแม่ บอกว่าจะเข้ามากราบแม่ กราบน้อง บอกว่า เห็นแก่ความดีของคุณพ่อ ศุภชัย ที่ทำมาตลอด "แม่ผู้เสียหาย" บอก "ปริญญ์"ว่า เดี๋ยวจะปรึกษาผู้ใหญ่ คือ "พลตำรวจตรี" ทำให้"ทนายตั้ม"ทราบว่า แม่ปรึกษากับตำรวจอีกนายนึงมาก่อน
ระหว่างพูดคุยกัน "ทนายตั้ม" ถ่ายรูปน้องจากด้านหลัง และเอาไปโพสต์เฟซบุ๊กครั้งแรก จนเป็นข่าว แม่ยังบอกให้"ทนายตั้ม"ลบ แต่"ทนายตั้ม"ไม่ยอมลบ จากนั้นก็แยกย้ายกัน ไม่เคยเจอ"ทนายตั้ม"อีกเลย คุยกันแต่ทางไลน์ และแม่ไม่เคยแต่งตั้ง"ทนายตั้ม"เป็นทนายด้วย ตอนนี้มีทีมทนายความที่ดูแลคดีแล้ว
"แม่เหยื่อสาว" ยืนยันว่า ไม่เคยมีใครติดต่อมาให้เงินเพื่อเคลียร์คดี ยืนยันว่า ศักดิ์ศรี ของลูกสำคัญกว่า ไม่เคยไปให้การกับตำรวจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
จุดเปลี่ยนอีกครั้งระหว่างแม่กับ"ทนายตั้ม" คือ "ทนายตั้ม"โทรหาแม่ จะส่งทีมงานมาหา เพื่อให้แม่เซ็นเอกสาร คัดค้านการประกันตัว แต่แม่กังวลใจที่จะพบกับ"ทนายตั้ม"หรือทีมงานอีกครั้ง เพราะกลัวถูกถ่ายภาพเหมือนที่พบกันครั้งแรก จึงปฏิเสธไป
จากนั้น"ทนายตั้ม"ก็เริ่มให้สัมภาษณ์ว่า"แม่ผู้เสียหาย" ไม่ยอมให้ความร่วมมือ เพราะเชื่อว่ามี"พลตำรวจตรี"เข้ามาแทรกแซงคดี ทั้งที่"แม่ผู้เสียหาย"ยืนยันตรงกันข้ามว่า พลตำรวจตรีได้แนะนำให้ไปแจ้งความ และทราบเรื่องนี้ก่อน "ทนายตั้ม"ด้วย
"แม่ผู้เสียหาย" ยืนยันว่า ได้เห็นภาพวงจรปิดในร้านอาหารเกิดเหตุแล้ว เห็นพฤติกรรมคุกคามทางเพศชัดเจน และก็มีคนนั่งกินอาหารอยู่ในร้านตามปกติ