แต่ทั้งนี้ ยังต้องเคร่งครัดปฏิบัติตามมาตรการที่ทุกฝ่ายกำลังรณรงค์กันอยู่ เน้นคุมเข้มกิจกรรมเสี่ยงโดยเฉพาะการรวมกลุ่มจำนวนมากโดยไม่ใส่หรือใส่หน้ากากไม่เหมาะสม และที่สำคัญมีการกินอาหารและดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ร่วมกัน
ถอดบทเรียนจากประเทศแอฟริกาใต้ที่เชื่อกันว่าเป็นต้นกำเนิดโอไมครอน บ้านเขาผ่านการระบาดมาสามระลอกดังรูป ก่อนเข้าสู่ระลอกสี่จากโอไมครอน การสำรวจภูมิคุ้มกันของประชาชน 7,010 คนในเขต Gauteng ที่รายงานผู้ป่วยโอไมครอนครั้งแรกในโลก เขตนี้ประกอบด้วยห้าเมืองใหญ่ รวมทั้งโจฮันเนสเบิร์กที่เป็นเมืองหลวงด้วย ขณะที่สำรวจมีคนฉีดวัคซีนไปเพียง 18.8%
ผลการศึกษาพบว่า เด็กอายุน้อยกว่า 12 ปีมีภูมิคุ้มกันแล้ว 56.2% แต่ถ้าเป็นเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปและผู้ใหญ่จะมีภูมิแล้วราว 74% ถึง 80% โดยถ้าเป็นคนฉีดวัคซีนแล้วจะมีภูมิถึง 93.1% แต่ถ้าไม่ได้ฉีดจะมี 68.4%
ผลจากการมีภูมิอยู่เองก่อนจากระลอกเดลต้าร่วมกับผลจากวัคซีน ทำให้ระลอกโอไมครอนเขามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเร็วภายในหนึ่งเดือน แล้วลงอย่างรวดเร็วเช่นกันดังรูป รวมถึงจำนวนผู้ป่วยอาการรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิต ก็คิดเป็นสัดส่วนต่อจำนวนผู้ติดเชื้อที่น้อยกว่าช่วงเดลต้ามากมาย ที่น่าสนใจคือ คนที่ยังสูบบุหรี่ประจำ และคนกลุ่มเปราะบาง จะมีภูมิคุ้มกันขึ้นน้อยกว่า https://www.nejm.org/doi/pdf/10.1056/NEJMoa2119658...
หากสมมติฐานผมถูกต้อง
นโยบายควบคุมโควิด บ้านเรากำลังเดินมาในทิศทางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศแล้ว สงกรานต์นี้ ถ้าร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ผ่อนคลายกายและใจกันอย่างระมัดระวังหลังตรากตรำงานหนักมานาน ใช้โอกาสเทศกาลสงกรานต์และวันปีใหม่ไทยแต่โบราณ เตรียมเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านโควิดเป็นโรคประจำถิ่นกันอย่างมีสติและมีปัญญาเป็นเครื่องชี้นำ
อย่าลืมเร่งไปฉีดวัคซีนเข็มพื้นฐานและเข็มกระตุ้น ประโยชน์ในสถานการณ์ขณะนี้มีมากกว่าโทษทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ตามที่ 5 องค์กรวิชาชีพผนึกกำลังกันรณรงค์ ดังรูป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : 5 องค์กรวิชาชีพ ออกประกาศร่วม สนับสนุนให้ประชาชนฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น
#อยู่ร่วมกับโควิด
ขอขอบคุณที่มา นิธิพัฒน์ เจียรกุล