"หากจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น เชื้อโรคจะต้องอยู่กับคนได้ ความรุนแรงจะต้องค่อยๆ ลดลง เช่น โอมิครอน ที่ความรุนแรงค่อยๆ ลดลง ประเด็นถัดมาคือ คนต้องอยู่กับเชื้อโรคได้ คือ ติดเชื้อแล้วไม่ตาย"
และการที่คนจะอยู่กับเชื้อโรคได้ ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย ได้แก่ 1. การฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน พอเชื้อโรคมา ก็ไม่ป่วยหนัก เสียชีวิต อยู่กับเชื้อโรคได้ 2. ติดเชื้อแล้วสร้างภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติ
มาถึงตรงนี้ สะท้อนว่าการที่จะเปลี่ยนผ่านจากการระบาดใหญ่ไปสู่โรคประจำถิ่นนั้นมันไม่ง่ายอย่างที่คิด เหตุผลแรกคือ การเกิดขึ้นของสายพันธุ์ย่อยยังไม่นิ่ง ยังพบว่ามีการกลายพันธุ์เล็กๆ ตลอดเวลา และที่สำคัญคือ การเกิดขึ้นของสายพันธุ์ย่อยเหล่านี้ ยังมองไม่เห็นอนาคตว่าจุดจบมันจะอยู่ตรงไหน โอกาสที่มันจะรุนแรงหรือคลี่คลาย มีความเป็นไปได้ทั้งหมด
ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงแผนระยะที่ 1 ที่จะนำไปสู่การเป็นโรคประจำถิ่นตามแผนที่กำหนดไว้คือ วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ต้องบอกว่าเป็นความพยายามที่จะต่อสู้เพื่อกดตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ และผู้เสียชีวิตไม่ให้สูงไปกว่านี้ นั่นหมายความว่าตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนถึงเมษายน ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะต้องอยู่ในระดับคงที่ไม่เกิน 2 หมื่นราย และตั้งแต่พฤษภาคม จนถึงเดือนมิถุนายน ผู้ติดเชื้อจะต้องค่อยๆลดระดับลงมาไม่เกิน 1,000 รายต่อวัน ก่อนเข้าสู่โหมดโรคประจำถิ่น 1 กรกฎาคม นี้
แต่หลังจากนี้คงต้องจับตาหลังเทศกาลสงกรานต์ ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด19 จะกลับมาสูงขึ้นก้าวกระโดดอีกหรือไม่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ออกมาเตือนว่าช่วงเวลาเสี่ยงที่ใกล้มาถึงคือสงกรานต์ และอย่าคิดว่าโอมิครอนไม่รุนแรง ความรุนแรงต้องดูว่าเป็นเพราะตัวไวรัสเองหรือเพราะคนมีภูมิเพราะฉีดวัคซีนมากขึ้น
ยิ่งตอกย้ำว่าเรายังคงต้องฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปี เพราะการฉีดวัคซีนคือสิ่งที่จะช่วยให้เราก้าวไปสู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่โรคประจำถิ่นได้อย่างแท้จริง แม่จะไม่ใช่เร็ววันนี้ อย่างน้อยสิ่งที่วัคซีนช่วยได้คือ การไม่ต้องป่วยหนักจนต้องนอนโรงพยาบาล และการที่ไม่ต้องเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร แค่นี้ก็เพียงพอที่คนเราจะอยู่กับเชื้อโควิด19 ไปได้อีกนาน