4. เหตุผลสำคัญของการรณรงค์เรื่องนี้
ในอนาคตปัญหาภาวะโลกร้อนอาจแย่ลงไปอีก การที่ประชาชนทุกคนและทุกภาคส่วนช่วยกันสนับสนุนสิ่งนี้ จึงมีส่วนช่วยลดอัตราการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน จากภัยพิบัติทางธรรมชาติได้
ทุกคนสามารถเป็นหนึ่งพลังในการส่งเสริมเรื่องนี้ได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง เช่น ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน ปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้โลก ใช้บริการขนส่งสาธารณะ หันมาเดิน-ขี่จักรยานมากขึ้น หรือไม่สร้างขยะเพิ่มในชีวิตประจำวัน
5. ผลลัพธ์กิจกรรม "รณรงค์ปิดไฟ" ของไทยเป็นอย่างไร?
ผู้ว่าฯ กทม. ให้ข้อมูลไว้ว่า การจัดกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมง ทุกปีต่อเนื่องมาเป็นเวลา 14 ปี (ตั้งแต่ปี 2551 - 2565) ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ 22,398 เมกะวัตต์ ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 12,235.40 ตัน คิดเป็นค่าไฟมูลค่ากว่า 80.90 ล้านบาท
นอกจากนี้ จาก สถิติโดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ พบว่า ในปี พ.ศ. 2561 การรณรงค์ปิดไฟ 1 ชั่วโมงวันเดียว สามารถลดการใช้กระแสไฟฟ้าได้ถึง 2,002 เมกะวัตต์ ลดปริมาณการเกิดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1,026 ตัน หรือลดค่าไฟฟ้าได้ถึง 7.8 ล้านบาท
6. ปี 2565 นี้ ไทยรณรงค์อย่างไร ใครเข้าร่วมกิจกรรม?
การรณรงค์กิจกรรมปิดไฟของทางองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประเทศไทย ร่วมกับทางกรุงเทพมหานคร จัดต่อเนื่องมา 14 ปีแล้ว (นับตั้งแต่ปี 2551) โดยปีนี้ยังคงจัดกิจกรรม “ปิดไฟ 1 ชั่วโมง” ในวันเสาร์ที่ 26 มีนาคม 2565 เวลา 20.30 - 21.30 น.
ทั้งนี้ยังมีองค์กรทั้งภาครัฐ-เอกชน ถนนอีกหลายร้อยสาย และ 5 แลนด์มาร์กหลักใจกลางกรุงเทพฯ ที่ร่วมกิจกรรม ดังนี้ วัดพระแก้ว (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม), วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, สะพานพระราม 8 และเสาชิงช้า
หากห้างร้าน บริษัท ผู้ประกอบการร้านค้า และสถานที่ต่างๆ สนใจเข้าร่วมการรณรงค์โครงการนี้ สามารถร่วมปิดไฟประดับ ปิดไฟอาคาร ปิดป้ายโฆษณา รวมถึงถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานได้ในวันดังกล่าวนี้ด้วย
ที่มาข้อมูลอ้างอิงข้อมูลจาก : อวพซ., WWF-Thailand, Earth Hour