สำหรับระเบียบ “สำนักปฏิบัติธรรม” ตามที่ “รายการข่าวข้นคนข่าว” เล่าให้ฟัง เป็นไปตาม ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด พ.ศ. 2558
ระเบียบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนการเสนอขอจัดตั้ง “สํานักปฏิบัติธรรมประจําจังหวัด” ให้รัดกุมชัดเจน ซึ่งจะส่งผลให้สํานักปฏิบัติธรรมประจําจังหวัด มีคุณภาพและมาตรฐานอย่างเดียวกัน
สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด หมายถึง วัดที่มีความพร้อมอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ
1.ความพร้อมด้านอาคารสถานที่
2.มีพระวิปัสสนาจารย์ ที่ผ่านมาการอบรมหลักสูตร พร้อมทำหน้าที่สอนการปฏิบัติสมถกัมมัฎฐาน และ/หรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งความพร้อมทั้ง 2 เรื่องนี้ จะต้องส่งผลให้เกิดความพร้อมในการปฏิบัติธรรม คือมีการดำเนินการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี อย่างน้อย เดือนละ 2 ครั้ง
รูปแบบการบริหาร จะต้องบริหารโดยคณะกรรมการ ประกอบด้วย เจ้าคณะจังหวัด เป็นประธานกรรมการ รองเจ้าคณะจังหวัด เป็นรองประธานฯ เจ้าคณะอำเภอ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่เกิน 7 คน หรือ 7 รูป เป็นกรรมการ มีผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เป็นเลขานุการ โดยมีหน้าที่ กํากับดูแล และสนับสนุนส่งเสริมให้สํานักปฏิบัติธรรมประจําจังหวัด ดําเนินกิจกรรมการปฏิบัติธรรม ตามนโยบายของมหาเถรสมาคม ปฏิบัติงานอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย รวมถึงรายงานการยุบเลิกสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด
จะเห็นได้ว่าถ้าปฏิบัติตามระเบียบ สำนักพุทธฯจะเข้าไปตรวจสอบได้ และมีพระผู้ปกครองในพื้นที่คอยดูแล
ในระเบียบฉบับเดียวกันนี้ ยังกำหนดเงื่อนไขการยุบ “สํานักปฏิบัติธรรมประจําจังหวัด” เอาไว้ด้วย โดยมีเงื่อนไขคือ
1. ไม่มีการปรับปรุงอาคารสถานที่ให้เหมาะสมแก่การปฏิบัติธรรม
2. ขาดวิปัสสนาจารย์สอนประจํา
3 . แนวทางการปฏิบัติธรรมไม่เป็นไปตามหลักมหาสติปัฏฐานสูตร
4 . ไม่มีการดําเนินการจัดกิจกรรมอบรมปฏิบัติธรรมตามกําหนดและ/ หรือไม่มีการรายงานผลการดําเนินงานต่อคณะกรรมการ
หากใช้ระเบียบนี้มาจับ เชื่อว่าสำนักปฏิบัติธรรมที่ทำถูกต้องในประเทศไทย น่าจะเหลือน้อยมาก
ที่สำคัญคือเงินบริจาคที่ญาติโยมถวาย ทั้งบริจาคแบบให้เปล่า และบริจาคเพื่อเข้าปฏิบัติธรรม ถูกนำไปใช้อย่างไร มีการตรวจสอบ ทำบัญชีหรือไม่ เพราะวัดและสำน้กสงฆ์มีกฎหมายรองรับ แต่สำนักปฏิบัติธรรม ไม่มีอะไรรองรับเลย