โดยเริ่มต้นส่งผ่านมาเลเซีย ต่างประเทศตอนนี้ตนเองรับออเดอร์มาอาทิตย์ละ 30 ตัน รวมทั้งตลาดซาอุดิอาระเบีย ซึ่งตนเองต้องการผลไม้จากเกษตรกรในภาคใต้เป็นจำนวนมากในราคารับประกัน และสูงกว่าราคาทั่วไป เพราะผลไม้เป็นสินค้าที่ขายได้ทั้งปี ไม่มีฤดูกาล หากทำได้เกษตรกรก็จะมีรายได้ต่อเนื่องตลอดเช่นกัน ไม่เว้นแม้สถานการณ์วิกฤติ ก็จะยิ่งเป็นโอกาส เช่น สถานการณ์วิกฤตโควิดที่ผ่านมา มีการปิดจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวอย่างจ.ภูเก็ต นทท.ต่างชาติติดค้างในประเทศ ทำตลาดกล้วยหอมทองเติบโตถึง 300% เพราะคนต้องกินในทุกสถานการณ์ จึงเป็นโอกาสของเกษตรกร
ทางด้านนายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านปฏิบัติการ กล่าวว่า โชคดีที่ได้มาเยี่ยมเกษตรกรที่อยู่ระหว่างการดูแลของการยาง คือ สวนกล้วยหอมทอง ของนายสมชาย แก้วลาย โดยการยางมีนโยบายส่งเสริมให้มีการหารายได้ระหว่างทำสวนยาง โดยใช้พื้นที่ว่างเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้เกษตรกรมีรายได้ระหว่างรอกรีด ฟังพ่อค้าคนกลางพูดแล้ว การยางก็พร้อมส่งเสริมเกษตรกร ตามนโยบายสวนยางยั่งยืน และต้องมีความมั่นคงทางอาหาร โดยประเทศไทยมีสวนยางพาราประมาณ 20 กว่าล้านไร่ และมีคนโค่นยางทุกวัน จึงพร้อมสนับสนุน โดยยึดหลักการตลาดนำการผลิตภายใต้คุณภาพที่ผู้ประกอบการกำหนด เป็นธุรกิจที่คืนทุนใน 1 รอบ ในการส่งเสริมเกษตรกรจะต้องมีตลาดที่แน่นอน ทาง กยท.ก็พร้อมจะจับมือเดินไปพร้อมกันทั้ง ตลาด เกษตรกร และกยท.
ทางด้านนายณรงค์ศักดิ์ ใจสมุทร ผอ.การยางแห่งประเทศไทย เขตภาคใต้ตอนกลาง บอกว่า ดูแลพื้นที่สวนยาง 6 จังหวัด คือ ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง กระบี่ พังงา และภูเก็ต โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดนครศรีฯ พัทลุง ตรัง มีเป้าหมายในการโค่นยาง เพื่อปลูกทดแทนในแต่ละปีประมาณ 20,000 กว่าไร่ จึงเป็นโอกาสของเกษตรกร ที่จะสร้างรายได้ เพิ่มการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ช่วงปลูกยางใหม่ให้มีรายได้ต่อเนื่อง ซึ่งการพูดคุยในวันนี้เป็นลักษณะมุ่งเน้นเรื่องการตลาดนำการผลิต มีตลาดแน่นอน มีผู้ซื้อ มีการประกันราคารับซื้อกลับให้กับเกษตรกรอยู่ในราคาที่ค่อนข้างจะสูง น่าจะเป็นที่พอใจ เช่น แปลงตัวอย่างของนายสมชาย แก้วลาย ซึ่งขายให้กับสวนนายปานอยู่แล้ว พบว่าผลผลิตเฉลี่ยรายได้ต่อเดือน ในการผลิตกล้วยหอมแต่ละรุ่น ได้ไม่น้อยกว่า 10,000 บาทต่อไร่ต่อเดือน ปลูกได้แปดเดือนเก็บผลผลิตได้ เกษตรกรจะมีกำไรจากการผลิตกล้วยไร่ประมาณ 80,000 บาท จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยเกษตรกรชาวสวนยาง อยากให้มีความมั่นคงด้านครอบครัว และความมั่นคงด้านอาหาร ให้กับสังคมและภูมิภาคของภาคใต้
ทางด้านนายภิรม หนูรอด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย จังหวัดตรัง กล่าวว่า ฟังการตลาดทำให้เกิดความมั่นใจขึ้น เดิมพนักงานในตรังที่ลงพื้นที่หากไม่มั่นใจในด้านตลาด ก็ไม่มั่นใจที่จะไปบอกกับเกษตรกร แต่วันนี้ฟังทั้งด้านการตลาด และฟังผู้บริหาร กยท.ตรังก็พร้อมจะสนับสนุนเต็มที่ โดยในปี 2565 จ.ตรัง จะมีพื้นที่โค่นใหม่ไม่น้อยกว่า 15,000 ไร่ วางแผนแล้วจะคัดสรรเกษตรกรหัวก้าวหน้าประมาณ 50 ราย ในทุกอำเภอ ส่วนเงินทุน กยท.มีเงินสนับสนุนส่งเสริมอาชีพ ตาม พ.ร.บ การยางฯ มาตรา 49 (5) ละไม่เกิน 50,000 บาท แต่ขณะนี้ กยท จะปรับให้ได้รายละ 100,000 บาท ในอนาคต ซึ่ง กยท.มีเงินเพียงพอ พร้อมสนับสนุนเกษตรกร
ด้านนายสมชาย แก้วลาย เกษตรกร กล่าวว่า เนื้อที่ 8 ไร่ครึ่ง หรือประมาณ 2,100 ต้น ตนเองลงทุนรอบแรก 400,000 บาท และตัดขายสามารถคืนทุนได้ในรอบแรก ซึ่งต้นทุนของตนอาจจะมากกว่าคนหนุ่มสาว เพราะตนทำไม่ไหว ต้องจ้างทุกอย่าง ต้นทุนอยู่ที่ต้นละ 200 บาท แต่คนอื่นต้นทุนเพียงประมาณ 120 บาทต่อต้น แต่หากเกษตรกรมีแค่ 2-3 ไร่ ต้นทุนประมาณ 80 บาทต่อต้น ซึ่งตัดครั้งแรกก็คุ้มทุนแล้ว โดยการปลูกแซมยางสามารถปลูกได้ถึง 3 ปี แต่ละปีตัดได้ประมาณ 6 รอบ จะได้กำไรถึง 5 รอบ
ภาพ/ข่าว : คนิตา สีตอง สำนักข่าวเนชั่น จ.ตรัง