ต่อมาเดือนกันยายน 2564 มีเอกสารมาถึงอีก 1 ชุด ตนก็นำไปให้ผู้ใหญ่บ้านอีก แต่ครั้งนี้ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า เป็นเอกสารนัดการขายทอดตลาดที่ดินของตนเอง ในฐานะผู้ค้ำประกันเงินกู้ ทำให้ตนตกใจมาก แต่ผู้ใหญ่บ้านอ้างว่าเป็นเรื่องเก่าที่จัดการจบไปแล้ว ตนได้แต่เก็บเรื่องคลางแคลงใจเอาไว้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้รับโทรศัพท์จากลูกสาวว่า มีการประกาศขายทอดตลาดที่ดินของตนที่กรมบังคับคดี จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งลูกสาวทราบข่าวจากรองนายก อบต. ที่มีบ้านอยู่ใกล้กัน ตนตกใจมาก จึงเดินไปที่บ้านของผู้ใหญ่บ้าน พบผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่ทุ่งนา จึงขอร้องให้พาไปที่กรมบังคับคดี เพื่อจะไปคัดค้าน แต่ผู้ใหญ่บ้านกลับเพิกเฉยไม่ยอมพาไป ตนจึงยื่นเงินให้ผู้ใหญ่บ้าน 500 บาท เพื่อให้พาไป
ผู้ใหญ่บ้านรับเงิน แต่กลับพาไปที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแทน และมีการพูดคุยโทรศัพท์กับใครไม่ทราบ ก่อนจะบอกกับตนเองว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว ไม่มีการขายทอดตลาด ก่อนจะพาตนมาส่งที่บ้าน แต่ในช่วงเย็นทราบข่าวจากลูกสาวว่า ที่นาของตนถูกขายทอดตลาดไปแล้ว ทำให้ตนเองเครียด และเสียใจมาก เพราะนายสมบัติ มีตำแหน่งเป็นถึงผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้รู้กฎหมาย เป็นผู้ปกครองหมู่บ้าน มีหน้าที่ช่วยเหลือราษฏร แต่กลับหลอกลวงให้ตนเซ็นค้ำประกันเงินกู้ ทั้ง ๆ ที่ตนไม่รู้หนังสือ ทำให้ต้องสูญเสียที่ดินทำกินไปตลอดชีวิต ทำให้ตนเกิดความเครียด ถึงขั้นคิดสั้นฆ่าตัวตาย แต่ยังโชคดีที่เพื่อนลูกสาว ซึ่งอยู่บ้านใกล้กันมาเห็นเสียก่อน จึงอยากขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุก ๆ หน่วยงาน ตลอดจนนายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยดูแลแก้ไขปัญหาให้ตนด้วย เพราะไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปหาใครอีกแล้ว อยากให้นายกฯ ช่วยด้วย
ด้านนางสาวพรพรรณ ไชยสุวรรณ ลูกสาว เล่าว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยทราบเรื่องมาก่อนเลย โดยมาทราบเรื่องเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาว่า จะมีการขายทอดตลาดที่ดินของแม่ จึงได้โทรศัพท์มาบอกแม่ และทราบเรื่องทั้งหมด ตนเองไปทำงานรับจ้างที่ต่างจังหวัด ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ แม่อาศัยอยู่กับหลาน 2 คน ซึ่งเป็นลูกของน้องสาวที่เสียชีวิตไปแล้ว แม่ทำนา เพื่อส่งหลานเรียนหนังสือ คนโตอยู่มหาวิทยาลัย ปี 4 คนเล็กอยู่ชั้น ม.2 โรงเรียนในตัวอำเภอ ไม่เคยคิดว่าผู้ใหญ่บ้านจะทำแบบนี้กับครอบครัวของตน ความเสียหายมันไม่ใช่แค่ที่ดินที่สูญเสียไป แต่มันเป็นความรู้สึกที่ประเมินค่าไม่ได้ แม่ตนเกือบที่จะฆ่าตัวตายสำเร็จ หากเพื่อนบ้านไม่ไปพบเสียก่อน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เขามาช่วยดูแลเยียวยา และหากเป็นไปได้ ก็อยากจะให้เจรจรขอซื้อที่ดินกลับมา เพราะเป็นที่ดินเพียงผืนเดียวของครอบครัวที่ทำมาหากินมาตลอด 50 ปี ส่วนผู้ใหญ่บ้านก็อยากให้มีการสอบสวน ถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะไม่อยากให้ไปทำแบบนี้กับลูกบ้านคนอื่น ๆ
ขณะที่นางสาวระเบียบ ภาษา เพื่อนบ้านเล่าว่า บ้านของตนอยู่ห่างจากบ้านของนางมาลัย ประมาณ 50 เมตร วันที่ประสบเหตุ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ลูกสาวนางมาลัย ซึ่งเป็นเพื่อนของตน โทรศัพท์มาบอกว่าขอให้ช่วยไปดูแม่ให้หน่อย เพราะแม่ไม่รับโทรศัพท์ ตนจึงได้เดินมาดู ก็พบว่านางมาลัยยืนอยู่บนเก้าอี้ ถือผ้าขาวม้า เตรียมที่จะผูกคอตัวเองกับขื่อในห้องครัว จึงได้ร้องเรียกให้นางมาลัยมีสติ จากนั้นจึงได้พยุงออกมาหน้าบ้าน และร้องเรียกให้เพื่อนบ้านมาช่วยกันดู จนนางมาลัยอาเจียนออกมาแล้วเป็นลม ก่อนจะเรียกรถพยาบาลมารับตัวไปโรงพยาบาล หมอระบุว่ามีความเครียด โดยหมอจะให้นอนโรงพยาบาล แต่ว่านางมาลัยขอกลับบ้าน ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใคร คนแก่ไม่รู้หนังสือ อยู่บ้านนอก ก็มาถูกคนที่รู้กฎหมาย คนเป็นผู้นำหมู่บ้านมาหลอกลวง อยากให้ใครก็ได้มาช่วยเพราะสงสารนางมาลัยมาก จนถึงทุกวันนี้ก็ยังกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพื่อนบ้านก็ต้องแวะเวียนมาช่วยปลอบใจและอยู่เป็นเพื่อน
โดย - เอนก กระแจ่ม