อานิสงส์ โควิด-19 "อีลิทการ์ด" ทำกำไรครั้งแรกรอบ 19 ปี ล้างขาดทุนสะสมสำเร็จ
18 ก.พ. 2565 | tinakit_rat

"อีลิทการ์ด" ทำกำไรครั้งแรกในรอบ 19 ปี 238 ล้าน ล้างขาดทุนสะสมได้สำเร็จ ระบุ ผลพวงมาจากโควิด-19 ส่งชาวต่างชาติต้องการมาอยู่เมืองไทย
ข่าว
18 ก.พ. 2565 | tinakit_rat

"อีลิทการ์ด" ทำกำไรครั้งแรกในรอบ 19 ปี 238 ล้าน ล้างขาดทุนสะสมได้สำเร็จ ระบุ ผลพวงมาจากโควิด-19 ส่งชาวต่างชาติต้องการมาอยู่เมืองไทย
18 กุมภาพันธ์ 2565 นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (ทีพีซี) ผู้ให้บริการบัตรอีลิทการ์ด กล่าวในงานเปิดตัวโครงการ Flexible Plus Program ว่า ในปีงบประมาณ 2564 อีลิทการ์ดทำกำไร 238 ล้านบาท สามารถล้างขาดทุนสะสมเป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ในปี 2546 โดยจะโอนกำไรให้ ททท.ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ 134 ล้านบาท และเก็บเป็นทุนสำรอง 10% ของทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท หรือสำรองประมาณ 100 ล้านบาท ส่วนปี 2565 ททท.ตั้งเป้ากำไรประมาณ 200 ล้านบาท
"ต้องยอมรับว่ากำไรที่เกิดขึ้นในปี 2564 ส่วนหนึ่งมาจากการขายบัตรสมาชิกได้ถึง 3,280 บัตร สะท้อนชาวต่างชาติต้องการมาใช้ชีวิตในไทยหลังโควิด-19 และอีกส่วนมาจากต้นทุนในการบริการต่ำ เนื่องจากในปีที่ผ่านมามีการเดินทางเข้าประเทศไทยน้อย เพราะอยู่ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ประกอบกับเราเปิดให้สมัครสมาชิกได้ก่อนจะเริ่มนับอายุบัตรสมาชิก เมื่อมีการเดินทางเข้าไทย"
ทั้งนี้ในปี 2565 ตั้งเป้าขายบัตรสมาชิกให้ได้ 4,400 บัตร โดยจะรุกขายบัตรที่มีราคาสูง 1-2 ล้านบาท ให้มากขึ้นและทำการรีแบรนด์บัตรอีลิทการ์ด เพื่อให้บริการตอบสนองความต้องการของสมาชิกที่มีรายได้สูงให้มากขึ้น โดยอนาคตอาจมีการขายบัตรสมาชิกอีลิทการ์ดในราคา 5 ล้านบาท และลดการขายบัตรสมาชิกราคา 600,000 บาท ที่ขณะนี้มียอดขายประมาณ 60% ของจำนวนสมาชิก
นอกจากนี้ หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ หลักการในการลงทุนภายใต้โครงการ Flexible Plus Program คาดว่าในปีนี้จะมีเงินลงทุนขั้นต่ำจากสมาชิก 500 ราย เข้ามาประเทศไทย 15,000 ล้านบาท โดยสมาชิกบัตรอีลิทการ์ดที่ลงทุนขั้นต่ำ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในไทย หรือประมาณ 30 ล้านบาท จะได้สิทธิ์ในการขอใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย (Work Permit) ซึ่งมีระยะเวลาตามหน้าบัตรที่ซื้อ
โดยเมื่อมีการลงทุน จะได้รับการเปลี่ยนประเภทวีซ่า จากวีซ่าประเภทอยู่ชั่วคราวเป็นพิเศษ (PE Visa) เป็นวีซ่าธุรกิจและการทำงาน (Non-B Visa) โดยผ่านการลงทุนในประเทศไทยภายใต้ 3 ประเภท คือ
1.การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
2.การลงทุนในบริษัท จำกัด และบริษัทจำกัดมหาชน
3.การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของโครงการส่วนใหญ่ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น อังกฤษ ฮ่องกง รัสเซีย ฝรั่งเศส อเมริกา สิงคโปร์ เป็นต้น
โดยตั้งเป้ายอดขายบัตรในโครงการ Flexible Plus Program ไว้ที่ 10,000 ใบ จากสถานการณ์แบบนี้ คาดว่าเริ่มต้นจะขายได้ราว 500 ใบ ภายในปีงบประมาณ 2565 โดยกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมโครงการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.สมาชิกที่ถือบัตรอีลิทการ์ดอยู่แล้ว เดิมที่มีอายุบัตรเหลือไม่น้อยกว่า 5 ปีถ้านำเงินมาลงทุนในไทย 1ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็จะเข้าร่วมโครงการได้
2.สมาชิกใหม่ ที่ต้องสมัครเป็นสมาชิกอีลิทการ์ดอายุบัตร 10 ปีก่อนและนำเงินมาลงทุนในไทย
ไทยแลนด์ อีลิทการ์ด มีแผนจะรีแบรนด์ใหม่ ไม่เพียงจะประชาสัมพันธ์และโฆษณาเท่านั้น แต่จะเน้นเพิ่มเติมบริการใหม่ ที่เน้นความเอ็กคลูซีฟให้แก่สมาชิกผู้ถือบัตรเพิ่มขึ้น อาทิ การประสานติดต่อเรื่องการลงทุน การมีเซอร์วิสที่พิเศษกว่าเดิม
บัตรอีลิทการ์ด เริ่มใช้ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2546 ในยุคนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ริเริ่มโครงการ ไทยแลนด์ อีลิทการ์ด ยุคนั้นได้รับการขนานนามว่า “บัตรเทวดา” ที่ผ่านมาประสบปัญหาขาดทุนมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นสมาชิกบัตรได้โดยไม่มีวันหมดอายุ ทำให้บริษัทไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด มีแต่ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี
ทำให้ที่ผ่านมาจึงต้องยกเลิกการขายบัตรแบบไม่มีวันหมดอายุ แล้วมากำหนดวันหมดอายุของบัตรตามประเภทบัตรที่ซื้อ จนทำให้ทำให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้ และแม้จะเกิดโควิด-19 แต่กำไรเป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปีอีกด้วย