การเปรียบตนเป็น "พระราม" และให้ฝ่ายค้านเป็น "ทศกัณฐ์" ในครั้งนี้ หากฟังคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็น่าจะมาจากการพูดคุยกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับ นพ.ชลน่าน ที่ระบุว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาในสภา ควรวางบทบาทให้เหมือนรามเกียรติ์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะรับบทอื่นนอกจากตัวเอกอย่าง "พระลักษณ์ - พระราม" และถีบบท "ทศกัณฐ์" ที่เป็นตัวร้ายให้กับฝ่ายค้าน
การเข้ามาเป็นนักการเมืองอย่างเต็มตัว ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เรียนรู้ที่จะตอบโต้ด้วย "โวหาร" มากขึ้น แทนที่จะใช้อารมณ์ และ "ฟิวส์ขาด" หลังถูกยั่วยุจากฝั่งตรงข้าม จนทำมาสู่การตอบโต้อย่างเชือดนิ่มว่า ประเทศชาติไม่ใช่แบบรามเกียรติ์ สุดรามเกียรติ์ทศกัณฐ์ตอนท้ายเป็นอย่างไรก็รู้อยู่ ตนไม่อยากไปกล่าวอะไรให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน และพยายามระวังตัวที่สุด
ขอให้เอาข้อมูล ข้อเท็จจริง และเข้าใจซึ่งกันและกัน ที่ตนพูดมานั้นไม่ได้มีอารมณ์ และโมโหทั้งสิ้น แต่รีบพูดเพราะเรื่องมันเยอะ หากมีเรื่องอะไรที่จะต้องแก้ไข ผมก็จะนำกลับไปแก้ไข ขอบคุณฝ่ายค้าน ฉะนั้นต่างคนต่างเล่นคนละบทบาท ท่านให้ผมเป็นพระลักษณ์ พระรามแล้วท่านเป็นทศกัณฑ์ ดูหนังดูละคร ก็ขอให้ย้อนดูตัวคนเล่นละครด้วย ผมก็ถูกท่านดูอยู่ ดังนั้นทุกคนต้องดูตัวละครตัวอื่นด้วย มันถึงจะสำเร็จ ประเทศไทยใหญ่กว่ารามเกียรติ์เยอะ
และยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ย้ำกับสื่อมวลชนว่า การอภิปรายครั้งนี้ ตนยินดีรับฟังข้อมูลจากฝ่ายค้าน แต่ก็ยังคงย้ำว่า "อย่าให้พระรามแผลงศรบ่อยแล้วกัน"