แต่เอาเถอะ
เพื่อความไม่ประมาทเรามาดูภาคขยายของการระบาดในไทยตามรูปที่ 1 กันต่อ ปรากฏการณ์ที่ขาขึ้นของเราเป็น 2 ขยักนี้ที่จริงก็พอจะอธิบายได้จากกระบวนการควบคุมโรคระบาดในประเทศไทย ซึ่งมีการปล่อยผีอย่างเต็มที่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ แต่ในช่วงหลังเทศกาลปีใหม่มีการเพิ่มมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มข้น เช่น ออกคำสั่งให้พนักงานทั้งภาครัฐและเอกชนตรวจ ATK ทุกคนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ปิดกิจการที่พบว่าเป็นแหล่งแพร่เชื้อในช่วงเทศกาลปีใหม่ ปิดโรงเรียน ฯลฯ ทำให้พอจะควบคุมการระบาดได้บ้าง
แต่เมื่อเริ่มผ่อนคลายมาตรการในช่วงปลายเดือนมกราคม เชื้อ "โอมิครอน" ที่ขณะนี้น่าจะกระจายอยู่ในชุมชนมากพอสมควรแล้วก็ได้โอกาสแสดงศักยภาพในการแพร่เชื้ออย่างรวดเร็วออกมาทันที เราจึงเข้าสู่ช่วงขาขึ้นต่อไป ซึ่งเชื่อว่าทุกคนในประเทศนี้ไม่มีใครไม่ยอมรับว่ายังไงก็ต้องมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นแน่ๆ แต่ถ้าดูตามสถิติก็คาดว่าน่าจะเป็นขาขึ้นต่อไปจนถึงจุดสูงสุดในอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า หลังจากนั้นก็จะน่าจะเข้าสู่ขาลงเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ตามที่เคยบอกเสมอว่าอย่าดูแต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันเพียงอย่างเดียว ต้องดูต่อว่าระดับการติดเชื้อรายวันประมาณ 1 หมื่นกว่าราย ซึ่งยังถือว่าต่ำกว่าช่วงที่เดลตาระบาดราว 2 เท่า มีจำนวนผู้ป่วยหนัก ผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ผู้เสียชีวิต และอัตราการป่วยตายเป็นอย่างไร แต่ก่อนอื่นอย่าคาดหวังว่าค่าเหล่านี้จะเป็นศูนย์ หรือต่ำกว่าไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเป็นอันขาด ต้องยอมรับความจริงว่าเป็นไปได้ยากหรืออาจเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำไป เพราะโควิด-19 เป็นโรคใหม่อายุแค่ 2 ปีเศษ คนบนโลกเพิ่งจะเริ่มมีภูมิคุ้มกันต่อโรคได้ไม่ถึงปี จะเทียบกับโรคที่อยู่คู่กับโลกมาหลายศตวรรษแล้วคงไม่ได้ แต่อย่างน้อยให้เทียบกับช่วงที่เดลตาระบาด
ซึ่งข้อมูลในกราฟยืนยันชัดเจนว่าแม้จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันจะเป็นขาขึ้น แต่จำนวนผู้ป่วยหนักกลับต่ำกว่าช่วงขาขึ้นของเดลต้าประมาณ 10 เท่า จำนวนผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจต่ำกว่า 2.5 เท่า จำนวนผู้เสียชีวิตรายวันต่ำกว่า 13 เท่า และอัตราการป่วยตายต่ำกว่า 10 เท่า การติดตามตัวชี้วัดทั้งหมดเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ถ้าเมื่อไรมีแนวโน้มที่ส่อว่าจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นก็สมควรตื่นตูมได้เลย
สุดท้ายก็ตามเคยที่ยังต้องย้ำเสมอว่าคนไทยต้องร่วมมือร่วมใจกันไปฉีดวัคซีนให้มากและเร็วที่สุด รวมทั้งเคร่งครัดในมาตรการการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาลต่อไป จนกว่าเราจะสามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดได้อย่างแท้จริง