หรือเอาแค่ใกล้ๆนี้ก่อนเลย กับการเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 17 -18 ก.พ.นี้ เหมือนเป็นการวอร์มอัพก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจในการเปิดสภาสมัยนี้ แน่นอนว่าประเด็นของการอภิปรายพุ่งตรงไปที่คนชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นหลัก เพราะเป็นผลจากการเลือกตั้งซ่อมที่พรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำรัฐบาลพ่ายแพ้ยับเยิน ทำให้ฝ่ายค้านต้องโหนกระแส ตีเหล็กต้องตีตอนร้อนที่สุดอย่างนี้
ครั้นหันกลับไปดูบริวารรอบตัวนายกฯที่จะออกมาเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯในช่วงการอภิปรายแทบจะไม่เห็นขุนพลฝีปากกล้าสักเท่าไหร่ จะมีใครเหลือบ้างที่ยืนหยัดสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่พล.อ.ประยุทธ์ ดังเป็นที่ประจักษ์ผ่านปรากฎการณ์แตกตัวของก๊วนธรรมนัส ออกไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทย ขณะที่องครักษ์ชายหญิง ที่เคยพิทักษ์ลุงตู่ ต่างก็มีคดีความ โดนตัดสิทธิทางการเมืองบ้าง และหยุดปฏิบัติหน้าที่ในสภาบ้าง
ไม่ว่าจะเป็น สิระ เจนจาคะ หรือ ปารีณา ไกรคุปต์ ลำพังจะอาศัย แรมโบ้อีสาน ดร.เสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ สุภรณ์ อัตถาวงศ์ สามารถทำได้แค่การขับเคลื่อนนอกสภา ในฐานะผู้ช่วยรมต.ประจำสำนักนายกฯ (ประจำตัว พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ) เท่านั้น ประการสำคัญตัว พล.อ.ประยุทธ์ เอง ยังไม่มีความชัดเจนที่จะประกาศขอเป็นหัวเรือใหญ่นำทัพพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็ยิ่งจะทำให้กลุ่มอื่นๆในพลังประชารัฐ เกิดการยับยั้งชั่งใจหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ไปต่อ
ขณะเดียวกัน ความพยายามโดดเดี่ยวพล.อ.ประยุทธ์ ยังถูกตีกระหน่ำซัมเมอร์เซล จากฝ่ายที่มีความพยายามเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังปรากฎภาพการเคลื่อนไหวรณรงค์ของ สมชัย ศรีสุทธิยากร รวบรวมรายชื่อประชาชน และพรรคการเมืองเสนอสภาแก้ไขรธน.มาตรา 272 ให้ปิดสวิทซ์ ส.ว. ตัดอำนาจเลือกนายกฯ
สมชัย อ้างว่า มีถึง 7 พรรคที่สนับสนุนแนวทางปิดสวิทซ์ ส.ว.ไม่หนุนลุงตู่กลับมาเป็นนายกฯ ไม่เฉพาะพรรคฝ่ายค้านยังมีพรรครัฐบาลอย่างภูมิใจไทย หรือแม้แต่พรรคเกิดใหม่เช่นพรรคกล้า ร่วมเข้าชื่อสนับสนุนแก้ไข พร้อมสำทับอีกว่า มีส.ส.สนับสนุนแล้วกว่า 265 ราย รวมถึงก๊วนธรรมนัส เป็นการเพิ่มน้ำหนักการรณรงค์ของสมชัยให้เห็นว่า พลังโดดเดี่ยว พล.อ.ประยุทธ์ ในสภารอบนี้ มีมากมายมหาศาลแตกต่างจากการเคลื่อนไหวขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ประเด็นเดียวกันนี้จากปีที่ผ่านมา มิพักกล่าวถึงพรรคเกิดใหม่อย่างพรรคสร้างอนาคตไทย ที่เคยมีเลือดเนื้อเชื้อไขจากพลังประชารัฐ แตกหน่อออกไปตั้งพรรคใหม่ ประกาศไม่สนับสนุนคนชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในบัญชีเสนอชื่อนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าเช่นกัน
ฉะนั้น จงอย่าได้แปลกใจ กับคำกล่าวของพล.อ.ประยุทธ์ ตอบคำถามสื่อเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 65 ที่ว่า " …ผมไม่จำเป็นต้องสงวนเป็นนายกฯไปตลอดชาติ ผมก็ทำเท่าที่ผมทำได้ ฉะนั้นไม่ต้องมากังวลว่าผมอยากจะมีอำนาจต่อไป…"
เป็นการแสดงให้เห็นว่า สถานการณ์เพลานี้ ชายชาติทหารชั้นนายพล "พล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับกำลังอยู่บนสนามรบทางการเมืองอย่างโดดเดี่ยวและเพลี่ยงพล้ำ พร้อมทิ้ง "อาวุธสุดท้าย" ในการชี้ชะตาประเทศได้ทุกเมื่อ
สำคัญ "อาวุธ" ที่ว่านั่นคืออะไร และมีระดับความร้ายแรงภายใต้กรอบกติกาประชาธิปไตยหรือไม่