เนชั่นทีวี

ข่าว

รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ายอดพุ่ง 6 ล้านคัน

03 ก.พ. 2565 | kwanprasert_sri

รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ายอดพุ่ง 6 ล้านคัน

การ์ทเนอร์คาดการณ์ยอดจัดส่งรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ในปี 2565 จะเพิ่มขึ้นเป็น 6 ล้านคัน จาก 4 ล้านคันในปี 2564

รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ายอดพุ่ง 6 ล้านคัน

โจนาธาน ดาเวนพอร์ท ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “จากที่ประชุม COP26 เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว สมาพันธ์ Zero Emission Vehicle Transition Council มีข้อตกลงเห็นพ้องตรงกันว่า ภายในปี 2583 ผู้ผลิตรถยนต์จะเดินหน้าผลิตและจำหน่ายยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ จากที่ก่อนหน้านี้ได้กดดันให้ผู้ผลิตในตลาดรถยนต์ชั้นนำเตรียมพร้อมรับมือกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ กับภาคการขนส่ง ทั้งนี้ยานยนต์ไฟฟ้า (หรือ EVs) นั้นเป็นเทคโนโลยีระบบส่งกำลังที่มีความสำคัญต่อการช่วยลดการปล่อย CO2 ในภาคการขนส่ง ภาวะขาดแคลนชิปยังส่งผลกระทบต่อเนื่องกับยอดการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในปีนี้ แม้สัดส่วนการจัดส่งรถยนต์พลังไฟฟ้าประเภทรถตู้ (Vans) และรถบรรทุก (Trucks) ยังมีขนาดเล็กในปัจจุบัน แต่การจัดส่งยานยนต์ในกลุ่มนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อเจ้าของกิจการเล็งเห็นถึงประโยชน์ทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและด้านการเงิน เมื่อเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า”

  รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ายอดพุ่ง 6 ล้านคัน

การ์ทเนอร์คาดว่ารถยนต์ (Cars) จะมีสัดส่วนจัดส่งสูงถึง 95% ของตลาดยานยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2565 ส่วนที่เหลือจะแบ่งเป็น รถโดยสาร (Buses) รถตู้ (Vans) และรถบรรทุกขนาดใหญ่ (Heavy Trucks)

 

ประเทศจีนและยุโรปตะวันตกมียอดจัดส่งยานยนต์พลังงานไฟฟ้าสูงสุดในปีนี้

จากการที่รัฐบาลในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญ ออกกฎระเบียบและใช้มาตรการกระตุ้นต่าง ๆ เพื่อผลักดันยอดจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น นั่นทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่มการลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้วางโครงสร้างพื้นฐานจุดชาร์จไฟและเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในรถยนต์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า การ์ทเนอร์คาดว่า ในปีนี้จะมีจำนวนจุดชาร์จไฟฟ้าสาธารณะทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 2.1 ล้านจุด จากเดิม 1.6 ล้านจุด เมื่อปี 2564 

 

ในส่วนของประเทศไทยปัจจุบันกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างรอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์ รถจักรยานยนต์และรถกระบะ คาดว่าคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาในเร็วๆนี้

 

เบื้องต้นคาดว่ามาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 

1.รถยนต์ แยกการให้สิทธิเป็นกลุ่มที่มีราคาขายปลีกไม่เกิน 2 ล้านบาท (รถที่ผลิตและประกอบในประเทศ) ให้สิทธิประโยชน์ลดอากรขาเข้าสูงสุด 40% ในปี 2565-2566 , ลดภาษีสรรพสามิตจาก 8% เป็น 2% ในปี 2565-2568 , เงินอุดหนุนในปี 2565-2568 คันละ 70,000 บาท สำหรับรถที่ใช้ขนาดแบตเตอรี่ต่ำกว่า 30 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง และอุดหนุน 150,000 บาท สำหรับรถใช้แบตเตอรี่ 30 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงขึ้นไป 

รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ายอดพุ่ง 6 ล้านคัน

ทั้งนี้ มีเงื่อนไขในปี 2567 ต้องผลิตเพื่อชดเชยรถที่นำเข้าในปี 2565-2566 โดยผลิตรถรุ่นใดก็ได้ 

 

ส่วนรถยนต์ที่ราคาขายปลีก 2-7 ล้านบาท ได้สิทธิประโยชน์ลดอากรขาเข้าสูงสุด 20% (ปี 2565-2566) ลดภาษีสรรพสามิต จาก 8% เป็น 2% ในปี 2565-2568 โดยต้องเลือกผลิตรถยนต์จากรถรุ่นใดรุ่นหนึ่งที่ได้นำเข้ามาในช่วงปี 2565-2566 เท่านั้น

 

สำหรับเงื่อนไขของผู้ขอรับสิทธิต้องเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมภายในประเทศผลิตรถยนต์ชดเชยในปี 2567 เท่ากับจำนวนที่นำเข้า CBU ในปี 2565-2566 และหากจำเป็นขยายเวลาการผลิตชดเชยได้ถึงปี 2568

รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ายอดพุ่ง 6 ล้านคัน

2.รถจักรยานยนต์ แบ่งเป็นราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 150,000 บาท ได้สิทธิประโยชน์เงินอุดหนุนคันละ 18,000 บาท ทั้ง CKD และ CBU ในปี 2565-2568 โดยมีเงื่อนไขต้องเป็นผู้ประกอบการในประเทศ ผลิตรถชดเชยในปี 2567 เท่ากับจำนวนที่นำเข้า CBU ในปี 2565-2566 หากจำเป็นขยายเวลาการผลิตชดเชยได้ถึงปี 2568 โดยต้องผลิตอัตราส่วนนำเข้า 1 คัน ผลิต 1.5 คัน และต้องเลือกผลิตรถยนต์จากรถรุ่นใดรุ่นหนึ่งที่ได้นำเข้ามาในช่วงปี 2565-2566

รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ายอดพุ่ง 6 ล้านคัน

3.รถกระบะ ราคาขายปลีกไม่เกิน 2 ล้านบาท จะได้สิทธิประโยชน์ลดภาษีสรรพสามิตเป็น 0% ในปี 2565-2568 , เงินอุดหนุนในปี 2565-2568 คันละ 150,000 บาท สำหรับรถยนต์กระบะ BEV แบตเตอรี่ขนาดตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป เฉพาะที่ผลิตในประเทศ โดยผู้ขอรับสิทธิต้องยื่นโครงสร้างราคาขายปลีกแนะนำให้กรมสรรพสามิตเพื่อพิจารณา และผู้ขอรับสิทธิต้องผลิตหรือใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ โดยต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

ข่าวล่าสุด