นางสาวรัชดา กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มซึ่งมีความต้องการที่หลากหลาย และสำหรับชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญในการสร้างรายได้เข้าประเทศ ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มประชากรผู้มีความมั่งคั่งสูง (Wealthy global citizen) กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ (Wealthy pensioner) กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย (Work – from – Thailand professional) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญพิเศษ (High – skilled professional) กลุ่มนี้รัฐบาลจึงออกมาตรากดึงดูดให้พำนักในประเทศไทยเป็นเวลานาน โดยสามารถขอวีซ่าประเภทผู้พำนักระยะยาว มีอายุการตรวจลงตรา 10 ปี และสำหรับการเข้ามาในประเทศไทยเพื่อใช้ชีวิตในฐานะผู้สูงอายุ จะต้องมีอายุ 50 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ระบุวัตถุประสงค์ว่าจะขอเข้ามาใช้ชีวิตในฐานะผู้สูงอายุหรือเกษียณ และจะไม่ทำงานในระหว่างพำนักในไทย มีหลักฐานแสดงฐานะทางการเงินหรือหลักฐานที่ได้รับเงินบำนาญ (ต้องมีเงินฝากไม่น้อยกว่า 2 แสนบาท หรือมีรายได้/บำนาญไม่น้อยกว่า 6 หมื่น 5 พันบาทต่อเดือน)
มากไปกว่านั้น รัฐบาล ยังมีโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Thailand Wellness Sandbox หัวหิน – ชะอำ มีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแห่งใหม่ พัฒนาสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจากประสบการณ์การท่องเที่ยว ในระยะต่อไปจะขยายพื้นที่นำร่องในภูมิภาคอื่นๆที่มีความพร้อม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประมาณการค่าใช้จ่ายของนักท่องเทียวในกลุ่มนี้ จะอยู่ที่ 3,276 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ต่อคนต่อการเดินทาง ควบคู่กันไป ก็มีโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกภายใต้โครงการ Thailand Riviera ส่งเสริมประสบการณ์การท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ของความเป็นไทยมาตรฐานระดับสากล สอดรับกับกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้มีรายได้สูง และกลุ่มผู้สูงอายุเช่นกัน
“นายกรัฐมนตรีได้วางกรอบการทำงานของรัฐบาลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศและดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่ไปกับการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสาธารณสุข คาดการณ์ว่า ภายใต้สถานการณ์โควิดที่สามารถบริหารจัดการได้เช่นนี้ มาตราการTest&Go จะสามมารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ สร้างงาน สร้างรายได้แก่ประเทศให้เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน” นางสาวรัชดาฯ กล่าว