คณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายเทคนิค องค์การอนามัยโลก แนะบริษัทผู้ผลิตวัคซีน ป้องกันโควิด-19 ต้องปรับสูตรรับมือกับสายพันธุ์ใหม่ ๆ หลังพบการแพร่ระบาดอย่างรวกเร็วของ โอมิครอน ขณะที่ ไฟเซอร์ พร้อมเริ่มใช้วัคซีนสยบโอมิครอนเดือนมี.ค.นี้

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

12 มกราคม 2565 คณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายเทคนิค ที่ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO จัดตั้งขึ้น ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา มีเนื้อหาถึงวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในปัจจุบัน มีความจำเป็นที่ต้องปรับสูตรวัคซีน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการป้องกันเชิ้อโควิด-19 เพื่อรับมือกับโควิดสายพันธุ์ใหม่ ๆ อาทิ โอมิครอน ที่พบการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในขณะนี้

 

“ส่วนผสมของวัคซีนโควิด-19 ในปัจจุบันจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงสูตรใหม่ เพื่อรับประกันว่าวัคซีนดังกล่าวจะยังคงสามารถให้การป้องกันในระดับที่  WHO ให้คำแนะนำต่อการติดเชื้อไวรัสที่ถูกจัดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล เช่น โอมิครอน และสายพันธุ์อื่นๆ ในอนาคต” แถลงการณ์ระบุ

 

WHO ย้ำบริษัทผู้ผลิตวัคซีน ต้องปรับสูตรสู้โควิดกลายพันธุ์

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอัลเบิร์ต เบอร์ลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไฟเซอร์ ผู้ผลิตยาและเวชภัณฑ์รายใหญ่ของสหรัฐ แจ้งความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ว่า บริษัทได้พัฒนาต่อยอดจากวัคซีนโควิด-19 ตัวเดิม เริ่มการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน โดยเฉพาะแล้ว คาดว่าจะสามารถเปิดตัวพร้อมใช้งานได้ภายในเดือนมีนาคม 65 

 

อัลเบิร์ต เบอร์ลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไฟเซอร์ฯ
 

สำหรับการปรับปรุงสูตรวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของ ไฟเซอร์ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นการทำงานร่วมกับพันธมิตรคือ บิออนเทค บริษัทยาจากเยอรมนี ซึ่งอิงจากปฏิกิริยาของวัคซีนต่อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้น โดยหากจำเป็น ไฟเซอร์ ก็สามารถปรับปรุงวัคซีนในปัจจุบัน เพื่อจัดการกับสายพันธุ์ที่น่ากังวลที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคตได้

 

WHO ย้ำบริษัทผู้ผลิตวัคซีน ต้องปรับสูตรสู้โควิดกลายพันธุ์

 

ในกรณีไม่พบว่าวัคซีนเข็มที่ 3 สามารถป้องกันไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน หรืออื่น ๆ ในอนาคต ไฟเซอร์ คาดว่าจะสามารถพัฒนาและผลิตวัคซีนที่ออกแบบสำหรับไวรัสกลายพันธุ์ชนิดใหม่ ๆ ได้ในเวลาประมาณ 100 วัน ขึ้นอยู่กับการอนุมัติด้านกฎระเบียบ

 

WHO ย้ำบริษัทผู้ผลิตวัคซีน ต้องปรับสูตรสู้โควิดกลายพันธุ์

ขอบคุณข้อมูล : ฐานเศรษฐกิจ