การเลือกตั้งซ่อมในสามพื้นที่ สงขลา ชุมพร และหลักสี่ ไม่ใช่เพียงดัชนีชี้วัดของพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น แต่ขณะนี้ในพรรคร่วมรัฐบาลเกิดการสั่นคลอนกันอย่างหนักหน่วงชนิดที่ว่าซัดกันเอง นักเลงพอ

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

ตอนนี้มีความสงสัยว่าทำไมเลือกตั้งซ่อม ซึ่งทุกคะแนนไม่ได้ชี้ชะตาว่าใครจะจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งไม่ว่าใครได้มาก็ไม่มีผล ลุงตู่ยังเป็นนายก แต่ทำไมถึงซัดกันหนัก อย่างที่สองคืออายุเทอมของรัฐบาลชุดนี้เหลืออีกปีกว่าๆ มีนาคมปีหน้า เพราะฉะนั้นอายุของส.ส. อยู่ไม่นาน ทำไมต้องทุ่มเทกันขนาดนี้ ถึงขั้นผู้กองธรรมนัสลงทุกพื้นที่

 

การเลือกตั้งรอบนี้ต้องบอกว่าเป็นการฟัดกันระหว่างสองพรรคร่วมรัฐบาลคือประชาธิปัตย์กับพลังประชารัฐ เราเห็นร่องรอยหนึ่งที่เกิดขึ้นในพรรคร่วม นั่นคือปฏิบัติการสาดโคลนใส่กันไม่ว่าจะเป็นการออกมาของ ส.ส.พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการหาเสียงผ่านเวทีหาเสียง

 

ที่ชุมพรหาเสียงวันเดียวกัน ตั้งเวทีหาเสียงห่างกันไม่ถึงหนึ่งกิโล ปะทะกันซึ่งหน้า วันนี้เลขาธิการพรรคลงพื้นที่ชุมพรไปดูเขียงหมู หมูแพงก็ด่ารัฐบาล พุ่งไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีนัยยะแอบแฝง

 

เป็นปฏิบัติการของสองพรรคการเมือง ที่ต้องบอกว่าตอนนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ข้างในชกกันเองหนักหน่วงมาก ปรากฏการณ์สาดโคลนใส่เข้าหากันนั้น มีแต่จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลแปดเปื้อนไปด้วยดินโคลน ช่วงหาเสียงขึ้นปราศรัยดุเดือดมากโดยเฉพาะสองหัวหน้าพรรค

 

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคปชป. ขึ้นปราศรัยบอกว่า ประชาธิปัตย์ ไม่ใช่พรรคการเมืองเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาหนุนคนบางคนให้มีตำแหน่งทางการเมือง เมื่อเขาบรรลุผลก็จบเลิกทำ แต่เป็นพรรคที่เป็นสถาบันการเมืองที่ยั่งยืนที่สุดของประเทศ มีทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตต่อไปอีกยาวนาน

จากที่มีความพยายามบิดเมือนว่าถ้าไม่เลือกพรรคการเมือง จุดจุดจุด บิ๊กตู่ จะไม่ได้เป็นนายกฯ มีความพยายามบอกว่าถ้าเลือกประชาธิปัตย์ เขาจะเลิกคนละครึ่ง เรื่องนี้ไม่เลิกหรอกยังต้องเดินหน้าต่อไปเพราะเป็นนโยบายของรัฐบาล คนที่มีส่วนยกมือให้เกิดได้ อย่างน้อยมี 2 คนอยู่บนเวที 1.นิพนธ์ บุญญามณี 2.จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เพราะฉะนั้นหลังเลือกตั้งซ่อม ใครจะไปเลิกคนละครึ่ง เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปพันกับเรื่องคนละครึ่งเราจะได้เป็นอิสระ เป็นไทกับตัวเอง

ปฏิบัติการหาเสียงเลือกตั้งซ่อม"ปชป.-พปชร."ซัดกันเองนักเลงพอ

 

ในการหาเสียงเราเห็นบรรยากาศอย่างหนึ่ง สองพรรคการเมืองที่อยู่ในขั้วรัฐบาลด้วยกัน ขย่มซึ่งกันและกัน ปรากฏการณ์ตอนนี้ชกกันเอง มาฟังทางฝั่งของพรรคพลังประชารัฐ

 

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพปชร. ขึ้นปราศรัยบอกว่า แม้พรรคอื่นจะเป็นอย่างไร แต่พรรคพลังประชารัฐ ชื่อบอกชัดเจนว่าประชาชนบวกรัฐบาล จึงพร้อมทำงานเพื่อบ้านเมืองเต็มที่ ใครที่ปรามาสว่า ถ้าเลือกแล้วจะมีพรรคนี้อยู่หรือไม่ บอกได้เลยฝันไปเถอะพรรคเรายังอยู่และจะยิ่งใหญ่ตลอดไป ยกตัวอย่าง เลือกตั้งซ่อมส.ส.นครศรีธรรราช เรายังชนะเลือกตั้งได้

ปฏิบัติการหาเสียงเลือกตั้งซ่อม"ปชป.-พปชร."ซัดกันเองนักเลงพอ

 

เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ในการเลือกตั้งซ่อมที่ถล่มซึ่งกันและกัน จะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลหลังจากนี้ไปเป็นอย่างไร และอย่าลืมว่าประชาธิปัตย์หาเสียง 2-3 รอบ ตอกย้ำว่าด้วยเรื่องของสถาบันทางการเมือง มารยาททางการเมืองความเป็นพรรคที่มั่นคงเข้มแข็ง ให้กับการรับใช้ประชาชน ในขณะที่อีกพรรคหนึ่งเป็นพรรคเฉพาะกิจ ตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจสนับสนุนลุงตู่เป็นนายกอย่างเดียว

 

นิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคปชป. บอกว่า ไม่ทราบว่าพรรคการเมืองอื่นคิดอย่างไร แต่สำหรับประชาธิปัตย์เรายึดถือมารยาททางการเมือง ที่จะไม่ส่งผู้สมัครลงแข็งในพื้นที่ๆ ของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง อย่างเช่น กรณีเขตหลักสี่ ซึ่งเราก็ไม่ส่งผู้สมัครของพรรคลงแข่งขัน

ปฏิบัติการหาเสียงเลือกตั้งซ่อม"ปชป.-พปชร."ซัดกันเองนักเลงพอ

ยืนยันว่าหลักคิดให้เกียรติในเรื่องมารยาท แต่ทำไมในสามพื้นที่จึงหนักหน่วงที่สุดในการสู้รบกัน เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ "มันมีเดิมพัน"

เลือกตั้งซ่อมชุมพร-สงขลา ทำไม? เดิมพันสูง

  1. หากแพ้ ปชป.-พปชร. จะกระทบเลือกตั้งใหญ่
  2. ขั้วอำนาจเก่าในพื้นที่รักษาฐานการเมือง

  3. ขั้วอำนาจใหม่ในพื้นที่แย่งฐานการเมือง

  4. วัดกระแสประชาธิปัตย์ฟื้น-ไม่ฟื้น

  5. วัดกระแส "ลุงตู่" พุ่ง-ร่วง

ปฏิบัติการหาเสียงเลือกตั้งซ่อม"ปชป.-พปชร."ซัดกันเองนักเลงพอ

เลือกตั้งซ่อมสงขลา-ชุมพร ไม่เพียงแค่วัดพลังของสองพรรค แต่วัดกันไปถึงอนาคตของลุงตู่ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ประชาชนยังสนับสนุนนิยมชมชอบเชื่อมันให้ทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่ ปฎิบัติการหาเสียงการเลือกตั้งซ่อมอาจจะเป็นแผลใหญ่ในรัฐบาลในอนาคตหากเปิดให้มีการฟัดกันเองเช่นนี้

 

ในการเลือกตั้งซ่อมสามจังหวัด สามเขต พลังประชารัฐส่งเข้าประกวดทั้งสามเขต หากว่าทั้งสามเขตนั้น พลังประชารัฐพ่ายแพ้ทั้งหมดจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ พลเอกประยุทธ์จะตัดสินใจได้ง่ายขึ้นหรือมีทางเลือกอื่นในการเดินทางทางการเมือง

 

ที่มา เนชั่นอินไซด์ โอ-บากบั่น บุญเลิศ , วี-วีระศักดิ์ พงศ์อักษร