ภายนอกโดดเด่นด้วย Bionic Flap หรือแผ่นเปิด-ปิด 33 ชิ้น ทำหน้าที่หลากหลายทั้งช่วยระบบอากาศพลศาสตร์ เป็นแผงโซลาร์เซลส์และสื่อสารให้คนภายนอกรับรู้ว่าคนขับจะทำอะไรเช่นเดินหน้าจะเป็นไฟสีฟ้า เบรคจะเป็นไฟสีแดง เอียงซ้าย-ขวาตามการเลี้ยว จำลองการหายใจและการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตบนดาวแพนโดร่าในหนังอวตาร์ ด้านล่างจะมีไฟเลื้อยผันแปรไปตามความเร็ว
ภายในยิ่งน่าทึ่งเพราะไม่ปรากฏปุ่มใดๆ ไม่มีพวงมาลัย ไม่มีจอสัมผัส ไม่มีแป้นที่เท้า มีแต่แป้นควบคุมบนคอนโซลกลางซึ่งทันทีที่เข้าไป รถจะอยู่ในสภาพตื่นและผู้ขับจะต้องวางมือลงบนแป้นเพื่อสื่อสารกับรถซึ่งจะจับจังหวะการเต้นของหัวใจของผู้ขับเพื่อจดจำว่าใครขับโดยคนขับสามารถกดนำหนักลงบนแป้นให้รถเคลื่อนไปข้างหน้าหรือข้างหลัง แม้แต่ด้านข้าง ชลอความเร็วหรือเบรค หากต้องการใช้ฟังก์ชั่นอื่นๆก็แค่ยกมือขึ้นเพื่อรับสัญลักษณ์ที่จะส่งมายังฝ่ามือหลังจากนั้นกำฝ่ามือแล้วคลายออก ฟังก์ชั่นนั้นก็จะทำงานให้ ที่สำคัญสามารถเปลี่ยนมือให้คนนั่งด้านข้างขับได้ด้วย
ทุกวันนี้ยังคงมีคนถามหา ถามราคาของรถรุ่นนี้แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ทางเมอร์ซิเดส เบนซ์ยังไม่มีแผนผลิตเพื่อจำหน่าย ยังเป็นเพียงรถต้นแบบที่สะท้อนความหรูหราและเทคโนโลยีของความเป็นเบนซ์ไว้
หลายคนคงมีความฝันจะมีเบนซ์ไว้ใช้สักคัน ฝันไว้ไม่เสียหลาย ผู้บริหารคนหนึ่งของเบนซ์กล่าวไว้ว่าแรงบันดาลใจ และความหลงไหลคือแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้า