นอกจากนี้มีรายงานคลัสเตอร์อีกในหลายจังหวัด เช่น ร้านอาหาร สถานบันเทิง ซึ่งเป็นปัญหาที่พบมากขึ้นในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ หลายพื้นที่พบมีสถานบันเทิงที่ลักลอบเปิดให้บริการจำหน่ายแอลกอฮอล์ ทำให้หลายจังหวัด เช่น จังหวัดเชียงใหม่เกิดการเข้มงวดกวดขัน ไม่ใช่แค่การขอความร่วมมือร้านค้าร้านอาหารอีกต่อไป แต่จังหวัดเชียงใหม่มีการหยิบยกประเด็นการกำหนดบทลงโทษให้กับผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการโรคติดต่อกจังหวัด ได้ออกมาเน้นย้ำหากมีสถานประกอบการจำนวนน้อยไม่ปฏิบัติตามมาตรการทำให้เกิดการติดเชื้อกลายเป็นการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อน สิ่งที่จะเกิดขึ้นทางจังหวัดเชียงใหม่อาจจะมีการเสนอให้มีการปิดหรือล็อกได้ในบางจุด บางถนน
ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุข ย้ำว่าการติดเชื้อโอมิครอน รายงานจากตัวอย่าง 41 ราย พบมีอาการน้อยมาก และมีอาการที่พบมากคือ ไอ 54% เจ็บคอ 37% ไข้ 29% จะเห็นว่าการติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าว เป็นลักษณะการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน จะไม่มีลักษณะลงปอด ทำให้เราอาจจะพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้ปะปนมารับประทานอาหารร่วมกันกับเรา ในสถานที่ทำงานเดียวกัน ดังนั้นจึงต้องมีความระมัดระวัง ซึ่งขณะนี้สาธารณสุขเน้นย้ำให้สวมหน้ากากอนามัย สวมหน้ากากสองชั้น ซึ่งจะสามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในส่วนของเคสที่เดินทางเข้าราชอาณาจักรช่วงเดือนพฤศจิกายนจำนวน 133,061 ราย หากเทียบกับเดือนธันวาคม 1-26 ธันวาคม มีผู้เดินทางเข้ามาแล้ว 240,227 ราย ในจำนวนนี้ไม่ใช่เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยประมาณ 1 ใน 3 เป็นคนไทยเดินทางกลับด้วย ขณะที่สัญชาติที่เดินทางเข้ามามากที่สุด คือ เยอรมัน สหราชอาณาจักร รัสเซีย และสิงคโปร์ ส่วน ประเทศที่เดินทางเข้ามาแล้วมีการติดเชื้อ ในกลุ่มนักท่องเที่ยว Test & Go มีการรายงานติดเชื้อล่าสุด 69 ราย ประเทศที่มีรายงานการติดเชื้อสูงสุดยังเป็นสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดินทางเข้ามาในประเทศ 9,397 ราย พบติดเชื้อ 101 ราย คิดเป็น 1.07% รองลงมาคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และ UAE
ทั้งนี้กรมวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ รายงานการติดเชื้อภาพรวมทั้งประเทศจากการเก็บ 698 ตัวอย่างพบ 55.4% เป็นสายพันธุ์เดลตาและ 44.3% เป็นสายพันธุ์โอมิครอน ส่วนกลุ่มผู้เดินทางจากต่างประเทศ จากการเก็บ 333 ตัวอย่าง พบว่า 56.2% สายพันธุ์โอมิครอน 43.5% สายพันธุ์เดลต้า กลุ่มอื่นๆในประเทศไทย 66.3% สายพันธุ์เดลต้า และ 33.4% สายพันธุ์โอมิครอน ส่งผลให้ประเทศไทยและหลายประเทศมีมาตรการตอบโต้โอมิครอน โดยแนะนำให้ประชาชนฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 นับเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพ ที่หลายงานวิจัยทั่วโลกมีรายงานสอดคล้องกัน เช่น การฉีดวัคซีนเข็มที่สามด้วยวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า หรือกลุ่มโมเดอร์นา ไฟเซอร์ ในส่วนประเทศไทยยอดผู้ฉีดเข็ม 3 ยังน้อยอยู่ จึงขอความร่วมมือในการฉีดวัคซีน
แพทย์หญิงอภิสมัย กล่าวต่อ นอกจากนี้ในที่ประชุมศบค. ชุดเล็ก มีความเป็นห่วงบุคลากรทางการแพทย์ โดยกำหนดให้บุคลากรทางการแพทย์เข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นเข็มที่ 4 ด้วย เนื่องจากการแพร่ระบาด อาจจะกลับมามีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น จึงต้องมีการปกป้องระบบสาธารณสุข เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถรองรับการแพร่ระบาดจากการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนได้ รวมถึงประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคเรื้อรังก็สามารถรับวัคซีนเข็มที่ 4 ได้ด้วยเช่นกัน
ในส่วนกรุงเทพมหานครที่รายงานในที่ประชุมศบค. ชุดเล็ก จากการเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563- 23 ธันวาคม 2564 กลุ่มผู้ติดเชื้อในกรุงเทพมหานคร เป็นกลุ่มที่ไม่มีอาการ จึงทำให้คนกลุ่มนี้มีการเดินทางไปมา ทำให้มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูงก็กลายเป็นผู้ติดเชื้อ ส่วนกลุ่มอายุในแต่ระลอก กลุ่มผู้ติดเชื้อสูงสุด คือกลุ่มอายุน้อย 20-29 ปี รองลงมาคือ 30-39 ปี ดังนั้น กลุ่มผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ของกรุงเทพมหานคร เป็นกลุ่มอายุน้อยวัยทำงานเกินครึ่ง
ส่วนอัตราผู้เสียชีวิตที่กรุงเทพมหานครรายงานตั้งแต่เดือนเมษายน ถึงเดือนพฤศจิกายน 2564 โดยเดือนพฤศจิกายน ผู้เสียชีวิต 200 ราย คิดเป็น 0.85% เดือนสิงหาคมตัวเลขอยู่ที่ 1.9% อย่างไรก็ตามกลุ่มที่เสียชีวิตสูงสุด คือกลุ่มผู้สูงอายุ เกิน 60 ปี ซึ่งใน 100 คน จะเสียชีวิต 10 คน ช่วงเดือนมิถุนายนอัตราผู้เสียชีวิตของกรุงเทพมหานคร มีผู้สูงอายุที่มีการเจ็บป่วย 2,743 ราย เสียชีวิต 401 ราย คิดเป็น 14.62% ทั้งนี้การเสียชีวิต มีรายงานจำนวนมากไม่ได้รับการฉีดวัคซีนแม้แต่หนึ่งเข็ม และกว่า 90% ได้รับวัคซีนไม่ครบสองเข็ม และมีการติดเชื้อจนเสียชีวิต
เมื่อถามว่าสายพันธุ์โอมิครอน ติดเชื้อได้ง่าย ระบาดได้รวดเร็ว จะมีการปรับมาตรการการฉลองปีใหม่หรือไม่ แพทย์หญิงอภิสมัย กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายจังหวัดที่มีการเข้มงวดในการจัดเทศกาลปีใหม่ โดยที่ประชุมศบค. คำนึงถึงประชาชนที่ต้องการดำเนินชีวิตตามปกติในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งมีความสำคัญ ไม่ใช่แค่เทศกาลเฉลิมฉลองเพียงอย่างเดียว แต่หลายครอบครัวเป็นการเดินทางไปดูแลผู้สูงอายุ ครอบครัวที่อาจจะไม่ได้เจอกันเป็นเวลานาน ดังนั้นในเบื้องต้นจึงยังไม่ได้มีมาตรการที่จะห้ามการจัดเทศกาลปีใหม่ แต่ขอให้แต่ละจังหวัด โดยเฉพาะคณะกรรมการโรคติดต่อกทม.และ จังหวัด เข้มงวด ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้มีการทำแผนการคาดการณ์
โดยในช่วงบ่ายวันนี้ (27ธ.ค.) กระทรวงสาธารณสุข จะนำเสนอหากเราร่วมมือกันเทศกาลปีใหม่ที่มีการระมัดระวังเต็มที่ ภาคประชาชนดูแลปกป้องตัวเอง ผู้ประกอบการเข้มงวดมาตรการ อาจจะทำให้ปีใหม่ผ่านพ้นไปได้ เช่นเดียวกับเทศกาลลอยกระทงที่เราเคยทำได้มาแล้ว กระทรวงสาธารณสุข เน้นย้ำว่าสามารถเข้าไปประเมินตนเองผ่านเว็บไซต์ของกรมอนามัย ชื่อ “Thai Save Thai”
ดังนั้นขอความร่วมมือว่า เราจะเที่ยวปีใหม่อย่างปลอดภัยเป็นไปได้ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการกระทำของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือภาคใดภาคหนึ่ง แต่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน และกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้โฮมไอโซเรชั่น คอมมูนิตี้ไอโซเรชั่น ทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดหลังช่วงปีใหม่ ซึ่งเรามีความเป็นห่วงเพราะบุคลากรจะต้องขึ้นเวรเพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน ขอฝากไปยังสถานประกอบการ โรงงาน “ Thai Save Thai” มีภาคของส่วนนี้ไว้ เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่กระจายในวงกว้าง
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีฝากย้ำ คือขอให้เที่ยวปีใหม่ในกลุ่มเล็กๆ กลุ่มสังสรรค์ในครอบครัว เพื่อนสนิท หากสามารถตรวจ ATK จะทำให้เกิดความปลอดภัยทั้งผู้ที่จัดงานและผู้เข้าร่วมงาน จะทำให้ช่วงปีใหม่ยอดผู้เสียชีวิตหรือผู้ติดเชื้อไม่เพิ่มมากขึ้น จนระบบสาธารณสุขรองรับลำบาก