พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิด ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีอาญากระทำการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องรับโทษ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 9 จำคุก 2 ปี และปรับ 12,000 บาท คำให้การของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 8,000 บาท
เมื่อคำนึงถึงประวัติ อาชีพ และสภาพความผิดแล้ว ทั้งไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 3 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษเพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 3 กลับตัวภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ศาลพิพากษา
ปรีดา นาคผิว ทนายความของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ต้องการให้คดีนี้เป็นบรรทัดฐานทางสังคมว่า ไม่ควรมีการซ้อมทรมานโดยเฉพาะตำรวจ ผู้รักษากฎหมาย ไม่ควรเป็นอาชญากรเอง จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก คดีหรือกรณีลักษณะนี้ยังมีจำนวนมาก
ส่วนค่าเสียหาย 20 กว่าล้านบาทในคดีนี้แล้วแต่ศาลจะพิจารณา แต่ข้อเท็จจริงปรากฏชัดแล้วว่า ตำรวจคลุมถุงดำ ซ้อมทรมานจริง หลังคำพิพากษา คดีอาญาถึงที่สุด
คดีซ้อมทรมาน การอุ้มหาย สังคม ต้องช่วยกันจับตาการผลักดัน ร่างพ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและอุ้มหาย ซึ่งจะมีกลไก ทั้งการป้องกัน ปราบปราม และฟื้นฟูเยียวยา โดยขณะนี้ อยู่ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
สาระสำคัญ ของร่างพ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและอุ้มหาย คือ ระบุการกระทำที่เข้าข่ายความผิดฐานทรมาน ต้องเป็นการกระทำให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ และต้องมีวัตถุประสงค์อย่างอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้