นายเรืองไกร กล่าวต่อ เมื่อพิจารณาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง ประกอบกับพ.ร.ป.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 และข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562 จะเห็นได้ว่า มีเฉพาะกรณีตามความในพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 74 ที่ศาลอาจกำหนดให้มีผลไปในอนาคตขณะใดขณะหนึ่งหลังวันอ่านคำวินิจฉัย หรือ อาจกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการในการบังคับอย่างหนึ่งอย่างใด ตามความจำเป็นหรือสมควร ตามความเป็นธรรมแห่งกรณีเท่านั้น ซึ่งกรณีคำสั่งดังกล่าว จึงมีปัญหาว่าอาจไม่เป็นไปตามมาตรา 74 อีกด้วย
กรณีนี้จึงมีเหตุที่ควรขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่า การที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสั่งการให้ผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รวมทั้ง กลุ่มองค์กรเครือข่ายเลิกกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง โดยอ้างว่ามีอำนาจตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง นั้น ชอบหรือไม่ คำวินิจฉัยส่วนนี้เป็นไปตามพ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (3) มาตรา 73 และมาตรา 74 หรือไม่ และจะปฏิบัติตามได้อย่างไร รวมทั้งคำวินิจฉัยในส่วนนี้จะมีสถานะหรือสภาพบังคับที่จะผูกพันองค์กรใด ๆ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ ได้หรือไม่ และคำสั่งดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดแย้งรัฐธรรมนูญเสียเอง หรือไม่ เป็นการตีความอำนาจเกินเลยจนไกลไปจากหลักนิติธรรม หรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวสรุปว่า เรื่องนี้จึงต้องส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) เพื่อทำการ ตรวจสอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในกรณีมีคำวินิจฉัยที่ 19/2564 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการมีคำสั่งห้ามถูกร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รวมทั้งกลุ่มองค์กรเครือข่าย เลิกกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต โดยอ้างอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง ว่า มีการใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง และพรป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (3) มาตรา 73 และมาตรา 74 หรือไม่ และขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง และขัดต่อมาตรา 188 หรือไม่ โดยในวันพรุ่งนี้ จะส่งคำร้องไปถึง ป.ป.ช. ทางไปรษณีย์ EMS