ด้านป้องกันการทุจริต เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการพัฒนางานป้องกันการทุจริต ทั้งด้านกฎหมาย โครงสร้างองค์กร และด้านยุทธศาสตร์ของประเทศเนื่องจากมีการประกาศใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ มีการประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561– 2580) ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับความไว้วางใจจากฝ่ายบริหารให้เป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (21) ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็น 1 ในแผนแม่บท 23 ด้าน เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรหลักในการขับเคลื่อนงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศจึงได้มีการพัฒนาการทำงานด้านการป้องกันการทุจริตให้มีความเป็นรูปธรรม และชัดเจนเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งมีการดำเนินงานโครงการ/กิจกรรมที่สำคัญ เช่น โครงการ STRONG – จิตพอเพียงต้านทุจริต เป็นโครงการที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการป้องกันและป้องปรามการทุจริตที่มีความเสี่ยงหรือเกิดขึ้นในพื้นที่
โดยสร้างความตื่นรู้และไม่เพิกเฉยต่อสถานการณ์การทุจริต อาทิ อาหารกลางวันของนักเรียนที่ไม่มีคุณภาพ (ขนมจีนคลุกน้ำปลา ที่สุราษฎร์ธานี) เป็นต้น หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เน้นสร้างความรู้ความเข้าใจในแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายเพื่อปลูกฝังวิธีคิดแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวม เกิดความอายต่อการทำทุจริตและสร้างพฤติกรรมที่ไม่ทนต่อการทุจริตให้เกิดขึ้นในสังคม
การเสนอมาตรการ ความเห็น ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต ได้มีข้อเสนอแนะสำคัญที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ได้แก่
- ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตการเบิกจ่ายเงินอุดหนุน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
- ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันความเสี่ยงเกี่ยวกับการทุจริตในการบริหารจัดการงบประมาณโครงการกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่
- ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับงบประมาณเงินอุดหนุนวัด ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
- มาตรการป้องกันการทุจริตเพื่อแก้ไขปัญหาการออกเอกสารสิทธิในที่ดินโดยมิชอบ
- มาตรการป้องกันการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับป้ายโฆษณาบนทางสาธารณะ
ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีการติดตามผลการดำเนินงานว่า หน่วยงานมีการดำเนินการเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีมอบหมายหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้หน่วยงานของรัฐ 8,300 หน่วยงาน ต้องได้รับการประเมิน คุณธรรมและความโปร่งใสฯ ซึ่งผลการประเมินมีการพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2562 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 66.74 ปี 2563 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 67.9 ปี 2564 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 81.25 แสดงว่าหน่วยงานของรัฐ ให้ความสำคัญในการบริหารงานด้วยความโปร่งใส
นอกจากนั้น เรื่องสำคัญอีกเรื่องคือ การจัดแผนที่พื้นที่เสี่ยงต่อการทุจริต (Corruption Risk Mapping) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ ป.ป.ช. พัฒนาขึ้น ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการรวบรวม จำแนก และนำเสนอข้อมูลเบาะแสหรือความเสี่ยงต่อการทุจริตที่ประมวลจากการดำเนินกิจกรรมผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของสมาชิกชมรม STRONG-จิตพอเพียงต้านทุจริตทั่วประเทศ เป็นฐานข้อมูลความเสี่ยงต่อการทุจริตทั้งในระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ แสดงผลในรูปแบบกราฟิกแผนที่ประเทศไทย ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดสู่การวิเคราะห์เปรียบเทียบ
คาดการณ์แนวโน้ม และวางแผนการป้องกันการทุจริต โดยการนำข้อมูลไปใช้ร่วมกับสถิติคดีและผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment-ITA) เพื่อกำหนดเป้าหมายและวิธีการดำเนินงานด้านป้องกันการทุจริตที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 มีกิจกรรมในส่วนแรกคือ การต่อยอดนำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงต่อการทุจริตไปสู่การแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยสำนักด้านป้องกันการทุจริตเป็นศูนย์กลางนำร่องดำเนินการร่วมกับสำนักส่วนกลางที่มีภารกิจเกี่ยวข้องร่วมมือของสำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 1-9 และสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัด จำนวน 9 จังหวัดนำร่องประกอบด้วย จังหวัดลพบุรี จังหวัดชลบุรี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดเชียงราย จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลา โดยการนำผลการปักหมุดความเสี่ยงต่อการทุจริตไปสู่การแก้ไขปัญหาส่งผลให้มีการขับเคลื่อนความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละพื้นที่
ผลลัพธ์ที่สำคัญจากกิจกรรมดังกล่าว อาทิ กรณีการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเขาไผ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อมีการลงพื้นที่ร่วมกันของหน่วยงานภายในสำนักงาน ป.ป.ช. และการประสานความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดเป็นกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ผ่านกลไกคณะอนุกรรมการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับจังหวัด
ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหา ในการกำหนดแนวเขตป่าให้ชัดเจน ผลักดันผู้บุกรุกใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อทำการเกษตรไร่มันสำปะหลังและสวนยางพาราให้ออกจากพื้นที่ ปลูกป่าทดแทนเพื่อคืนแหล่งต้นน้ำให้กับจังหวัดชลบุรี และร่วมกันเฝ้าระวังในระยะยาวเพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่ดังกล่าวถูกบุกรุกซ้ำอีก
ในส่วนของกิจกรรมที่ 2 คือ การสร้างชุดข้อมูลความเสี่ยงต่อการทุจริตที่เป็นปัจจุบันเพื่อบันทึกลงในแผนที่พื้นที่เสี่ยงต่อการทุจริต (Corruption Risk Mapping) สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ดำเนินการรับข้อมูลความเสี่ยงต่อการทุจริต ผ่านกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติ Focus Group ในพื้นที่ภาค 1-9 และกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ได้รับข้อมูลความเสี่ยงต่อการทุจริตทั่วประเทศไทยที่สะท้อนโดยภาคประชาชนที่ดำเนินงานร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัด นำมาวิเคราะห์ จำแนก และบันทึกเป็นชุดข้อมูลความเสี่ยงต่อการทุจริต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ปรากฏประเด็นความเสี่ยงต่อการทุจริตที่เกิดขึ้นคล้ายกันในหลายพื้นที่ จำนวน 3 ประเด็น ได้แก่
1) ประเด็นความเสี่ยงต่อการทุจริตเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ การบุกรุกป่า การรุกล้ำลำน้ำ การจัดสรรพื้นที่ป่าเพื่อเกษตรกรรม การลักลอบดูดทรายในลำน้ำ ฯลฯ เกิดขึ้นหลายจังหวัดในพื้นที่ภาค 2 ภาค 5 และภาค 8
2) ประเด็นความเสี่ยงต่อการทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน อาทิ ถนน เสาไฟฟ้าประติมากรรม เสาไฟฟ้านวัตกรรม ประปาหมู่บ้าน ทางระบายน้ำ เขื่อน ฯลฯ เกิดขึ้นหลายจังหวัดในพื้นที่ภาค 1 ภาค 7 และภาค 9
3) ประเด็นความเสี่ยงต่อการทุจริตการใช้จ่ายงบประมาณโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด-19 (เงินกู้ 400,000 ล้านบาท) อาทิ โครงการโคกหนองนา โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง/อุทกภัย ฯลฯ เกิดขึ้นหลายจังหวัดในพื้นที่ภาค 3 ภาค 4 และภาค 6
นอกจากนี้ ด้านการต่างประเทศ มีการประสานงานและการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาคดีทุจริตระหว่างประเทศ โดยเฉพาะคดีสินบนข้ามชาติซึ่งเป็นคดีที่มีความสำคัญ เนื่องจากลักษณะการกระทำความผิดมีความซับซ้อน มีมูลค่าความเสียหายมาก คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมุ่งเน้นการติดตามเอาทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดกลับคืนสู่ประเทศไทยควบคู่ไปกับการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างในการทุจริต โดยมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานต่างๆ ของประเทศไทยผ่านคณะกรรมการประสานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานอัยการสูงสุด และ สำนักงาน ป.ป.ง. เป็นต้น
รวมทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 (United Nations Convention against Corruption : UNCAC) และจะมีการประชุมประจำปีของหน่วยงานต่อต้านการทุจริตในภูมิภาคอาเซียน ครั้งที่ 17 (17th Principals Meeting of the ASEAN Parties Against Corruption - ASEAN-PAC) ในเดือนพฤศจิกายน 2565 ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อยกระดับยุทธศาสตร์การต่อต้านการทุจริตในยุคโควิด-19
เพื่อสันติภาพ ความมั่นคงและความมั่งคั่งของภูมิภาค