ในรอบสองปีที่ผ่านมา อาจจะมีบ้างที่พืชบางชนิดราคาตกต่ำลง แต่รัฐบาลมีการชดเชยส่วนต่างให้กับเกษตรกรเป็นระยะ สำหรับข้าวช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีข้าวบางชนิดราคาเกินจากรายได้ที่ประกันไว้ ทำให้ไม่ต้องจ่ายชดเชยส่วนต่าง ยกเว้นชนิดที่ราคาตกตามกลไกตลาด สิ่งหนึ่งที่เป็นหลักประกันในโครงการนี้ คือ หากพืชเกษตรชนิดนั้นราคาตก รัฐบาลให้หลักประกันในการประกันรายได้ไว้ และเพิ่งจะเริ่มปีที่ 3 นี้ก็มีข้าวที่เป็นปัญหา ซึ่งมาจากผลกระทบจากการแพร่ของโควิดในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา
ที่สำคัญ นอกจากนี้ปัญหาเรื่อง ค่าเงินบาทแข็งตัว ผู้ส่งออกมีปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ เนื่องจากเมื่อตู้คอนเทนเนอร์ออกไปแล้วไม่กลับมา และปัญหาน้ำท่วม ข้าวมีความชื้นสูง บางแห่งต้องเกี่ยวข้าวทั้งที่แช่น้ำอยู่ ความชื้นสูงเกินกว่า 30% ซึ่งข้าวมาตรฐานปกติความชื้นต้องที่ 15%
โดยรองนายกฯจุรินทร์ ร่วมมือกับ กรอ.พาณิชย์ ทำงานหนักและทันท่วงที ในการแก้ไขปัญหาเรื่องค่าเงินบาท ประกอบกับ ราคาข้าวของไทยอยู่ในเกณฑ์สูง โรงสีขาดสภาพคล่อง เพราะโรงสีจำนวนมากติดแบล็คลิสต์ของธนาคาร เป็นช่วงรอยต่อของโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลชุดเดิม รัฐบาลชุดนี้ต้องมาแก้ปัญหาคดีความและโรงสีที่เป็นแบล็คลิสต์ ต้องขึ้นสู่การพิจารณาในชั้นอัยการในชั้นศาล
การเผชิญกับสถานการณ์โควิด นักท่องเที่ยวลดลง ร้านอาหารไม่สามารถเปิดได้ และนักท่องเที่ยวจาก 40 ล้านคน กลายเป็นศูนย์ การส่งออกชะลอตัว ตลาดต่างประเทศชะลอการซื้อ ครึ่งปีแรกขายได้ 2.1 ล้านตัน เพิ่งมาขายได้เพิ่มมากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา และเหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนของปีนี้ คาดว่าจะสามารถผลักดันการส่งออกได้เพิ่มขึ้น ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศวางแผนไว้ว่าจะทำให้ทะลุ 6 ล้านตัน และแก้ปัญหาเรื่องตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงค่าระวางเรือ
อย่างไรก็ตาม ข้าวในพื้นที่น้ำท่วม จะมีการประกาศภัยพิบัติเกษตรกรชาวนา และจะได้รับเงินกระเป๋าที่สามเกี่ยวกับการชดเชยความเสียหายต่อกรณีเขตภัยพิบัติน้ำท่วม ซึ่งกระทรวงเกษตรฯจะเป็นผู้จ่ายเงิน ไร่ละประมาณ 1,300 บาท
ด้านกระทรวงพาณิชย์ ประกันรายได้ข้าวมาแล้ว 2 ปี สำหรับปีที่ 3 เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวในช่วงต้นเดือนตุลาคม และแจ้งวันเกี่ยวตั้งแต่วันลงทะเบียน
ช่วงเดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงที่เกษตรกรชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวมากที่สุด หลังธันวาคมถึงมกราคม จะน้อยลง เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการดูแลโครงการประกันรายได้เกษตรกร จ่ายชดเชยส่วนต่าง หากราคาไม่ดีแต่หากราคาข้าวสูงขึ้นเกินรายได้ที่ประกันก็ไม่เป็นภาระงบประมาณ
สำหรับข้าวประกันรายได้ไว้ที่ ข้าวหอมมะลิ 15,000 บาทต่อตัน จำนวนไม่เกิน 14 ตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 14,000 บาทต่อตัน ไม่เกิน 16 ตัน ข้าวหอมปทุม 11,000 บาทต่อตัน ไม่เกิน 25 ตัน ข้าวเจ้า 10,000 บาทต่อตัน ไม่เกิน 30 ตัน ข้าวเหนียว 12,000 บาทต่อตัน ไม่เกิน 16 ตัน ซึ่งมีคณะอนุกรรมการพิจารณาราคาอ้างอิงในช่วงเกี่ยวข้าว ซึ่งมีตัวแทนชาวนาอยู่ในคณะกรรมการด้วย
กรมการค้าภายในเป็นฝ่ายเลขาฯ เมื่อประกาศเกณฑ์กลางออกมาในช่วงเก็บเกี่ยว หากไม่สูงกว่ารายได้ที่ประกันจะมีการจ่ายเงินส่วนต่าง โดยขึ้นทะเบียนที่ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคอีสาน เริ่มปลูกตั้งแต่ 1 เมษายนและช่วงเก็บเกี่ยวไม่เกิน 31 ตุลาคม ภาคใต้เริ่มปลูกช่วง 16 มิถุนายน เริ่มเก็บเกี่ยวประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้น เกษตรกรขึ้นทะเบียนเพาะปลูกประมาณ 15-60 วัน และมีการแจ้งบัญชีธนาคาร ธ.ก.ส.