พล.ต.ต.ไพศาล กล่าวต่ออีกว่า เมื่อดูจากเหตุการณ์ในวันที่เกิดเหตุครอบครัวติดใจ ก่อนเกิดเหตุพบว่าผู้ตายอยู่กับคนสนิทหรือใช้คำว่าสนิทมากชื่อนายปรเมศ (ขอสงวนนามสกุล) ตำรวจได้สอบปากคำนายปรเมศไว้ทั้งหมดและสืบสวนสอบสวนทุกอย่าง ซึ่งพบว่านายปรเมศเป็นผู้ชายตัวเล็กมากไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนร้าย ถึงขนาดเอาผู้ตายไปผูกคอได้ แต่นายปรเมศก็ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างดีและเล่าเหตุการณ์ให้ฟังตลอดว่าตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. มีการแชทคุยกันและมีการมาพบกันและก็นอนอยู่บ้านผู้ตาย
ต้องเรียนตามตรงว่าผู้ตายมีการเสพยาสองวันติดกันตั้งแต่วันที่ 28 และ 29 ต.ค. ทั้งคู่ทั้งผู้ตายและนายปรเมศฉีดเสร็จแล้ว นายปรเมศบอกว่าผู้ตายมีอาการหลอนแล้วก็มีอาการนั่งเขียนอะไรก็ไม่ทราบอยู่บนโต๊ะแล้วก็เดินออกจากห้องไป โดยห้องที่นายปรเมศอยู่ด้วยกันคือชั้นล่างแต่จุดที่เกิดเหตุอยู่ในบ้านตรงบันไดทางขึ้นระหว่างชั้น 1 กับ ชั้น 2 ซึ่งเรามีพยานในที่เกิดเหตุ มีกำนันมีพระ และคนที่อยู่ข้างบ้านตอนนี้สอบผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี
“อย่างไรก็ดีจากพยานและหลักฐานที่เราพบตอนนี้ เบื้องต้นแนวโน้มจากหลักฐานเหมือนการลาตายมีการตัดพ้อก็ไม่ได้ว่าพ่อแม่ ก็คือว่าทำในสิ่งไม่ดีที่ทำให้พ่อแม่ไม่พอใจได้ซึ่งทำไปแล้วถ้ามันผิดพลาดอย่างไรก็ขอให้อภัยอโหสิกรรมให้ลูกด้วย แล้วก็ได้มีการพูดคุยกับหมอชันสูตรไปมากแล้ว ซึ่งแนวโน้มน่าจะไปในทางทำให้เสียชีวิตเอง แต่ถึงอย่างไรต้องรอผลสอบของนิติเวชซึ่งจะเป็นหลักฐานสำคัญทางคดี ถ้าเกี่ยวข้องกับการทำให้มีผู้ทำให้ตาย ยืนยันว่า บช.ภ.4 และ ภ.จว.มหาสารคาม จะดำเนินการผู้กระทำผิดอย่างแน่นอน"
โดย - พรพรรณ เพ็ชรแสน