ด้านนายบัณฑิต ภูบุตรตะ อายุ อายุ53ปี บ้านเลขที่391หมู่4บ้านตูม ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตนเพิ่งนำข้าวเปลือกเหนียว กข.22ไปขาย ได้ราคา กก.ละ5.50บาท ถูกกว่าบะหมี่สำเร็จรูป หักรายจ่ายแล้วช้ำใจ เพราะไม่เหลือจ่ายค่าปุ๋ยเคมีเลย ไม่มีเงินไปใช้หนี้ธสก.ถึงแม้ผลผลิตข้าวจะได้ไร่ละ400ก.ก. แต่เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมีและค่าเก็บเกี่ยว ไร่ละ800บาท จึงไม่เหลือติดไม้ติดมือเลย อย่างไรก็ตามก็ยังหวังว่าราคาขายข้าวนาปี หรือข้าวเหนียว กข.6ราคาจะสูงขึ้นไม่น้อยกว่า กก.ละ7-9บาท ซึ่งก็จะทำให้พอมีกำไรและมีเงินทุนทำนาต่อไป แต่หากราคายังอยู่ที่ก.ก.ละ5-6บาท ชาวนาขาดทุนหนัก หากเป็นอย่างนั้น เห็นทีปีต่อไปตนคงเลิกทำนา จะทิ้งให้นาร้าง ปล่อยน้ำ ปล่อยปลา พอได้เป็นอาหารกินประทังชีวิตไป เพราะหากทำนา ก็คงขาดทุนอีก
ขณะที่นายธนาพล ธรรมโนขจิต ผู้จัดกลางตลาดกลางข้าวและพืชไร่ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สถานการณ์รับซื้อข้าวเปลือกในช่วงนี้ ส่วนมากจะเป็นข้าวเหนียว กข.22ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์สำหรับเพาะปลูกนาปรัง หรือข้าวฤดูแล้ง และข้าวเจ้ามะลิ กข.15ส่วนข้าวนาปี หรือข้าวเหนียว กข6.และข้าวเจ้ามะลิ 105ผลผลิตยังไม่เก็บเกี่ยว คาดว่าจะเริ่มกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ดังนั้น ราคารับซื้อผลผลิตข้าวทั้ง2ชนิดจึงอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ ตามคุณภาพข้าว
“สำหรับราคารับซื้อช่วงนี้ ซึ่งเป็นข้าวเกี่ยวสด โดยข้าวเหนียว กข.22สด ก.ก.ละ5.50 - 6บาท แห้ง7.80 - 8บาท ขณะที่ข้าวเจ้า กข.15สด8 -8.50บาท แห้ง10.50 -11บาท ทั้งนี้ ราคารับซื้อข้างเปลือกนาปีที่จะถึงนี้ยังไม่เผยออกมา เนื่องจากยังไม่มีผลผลิตออกมา แต่คาดว่าราคาจะลดลงกว่าปีที่ผ่านมาอีกตันละ1,000บาท ซึ่งเป็นผลกระทบจากการเกิดสถานการณ์โรคิดเชื้อโควิด-19เช่น สถานประกอบการ ธุรกิจการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ปิดกิจการ ความต้องการใช้ข้าวลดลง จึงส่งผลให้ราคารับซื้อข้าวเปลือกยังต่ำอยู่”นายธนาพลกล่าว
โดย – จักรพงษ์ ระวิวรรณ