ศาลสั่งรอลงอาญา 2 ปี “เอเลียร์ ฟอฟิ” ร่วมชุมนุม29 เม.ย.หน้าบันไดศาล
19 ต.ค. 2564 | titayu_pur

ศาลรอการกำหนดโทษ2ปี “เอเลียร์ ฟอฟิ”ร่วมชุมนุม29 เม.ย.หน้าบันไดศาล ผิดฐานละเมิดอำนาจศาล วางเงื่อนไขคุมประพฤติห้ามประพฤติตนทำนองเดียวในศาลจนครบรอการกำหนดโทษ
ข่าว
19 ต.ค. 2564 | titayu_pur

ศาลรอการกำหนดโทษ2ปี “เอเลียร์ ฟอฟิ”ร่วมชุมนุม29 เม.ย.หน้าบันไดศาล ผิดฐานละเมิดอำนาจศาล วางเงื่อนไขคุมประพฤติห้ามประพฤติตนทำนองเดียวในศาลจนครบรอการกำหนดโทษ
วันนี้ (19 ต.ค.) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีที่ผู้อำนวยการประจำสำนักอำนวยการศาลอาญา กล่าวหา "นายเอเลียร์ ฟอฟิ" ในคดีหมายเลขดำ ลศ.11/2564 เรื่องละเมิดอำนาจศาล จากกรณีเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 64 เวลาประมาณ 12.30 น. กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้เชิญชวนให้ทำกิจกรรมยื่นจดหมายราชอยุติธรรม พร้อมทั้งยืนอ่านกลอนตุลาการภิวัฒน์ ที่ศาลอาญา
โดยมีกลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้ามาบริเวณศาลรวมตัวกันอยู่ที่บริเวณบันไดทางขึ้นหน้าศาล ซึ่งมีการใช้เครื่องขยายเสียงและตะโกนข้อความ ปล่อยเพื่อนเรา โดยผู้ถูกกล่าวหาก็ได้ร่วมในการชุมนุมลักษณะก่อความวุ่นวายและตะโกนด่าทอด้วย
โดยการไต่สวน ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ ศาลพิเคราะห์แล้วว่า แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะอ้างว่าการตะโดนด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณหน้าศาลอาญา จะเป็นเพียงการแสดงออกถึงความไม่พอใจการทํางานของรัฐบาล ในการควบคุมสถานการณ์โควิด ซึ่งแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองไว้ก็ตาม
แต่การใช้เสรีภาพดังกล่าวย่อมจะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย และไม่เป็นการล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นด้วย การที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ตะโกนด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยใช้ถ้อยคำหยาบคายต่าง ๆ ในขณะที่มีกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมจำนวนมากมาชุมนุมกันที่บริเวณหน้าบันไดทางขึ้นศาลอาญา โดยไม่ยอมรับฟังคำแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าตำรวจ
ซึ่งนอกจากเป็นการกระทําอันเป็นการมั่วสุมกันเกินกว่า 20 คนขึ้นไปในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และประกาศของกรุงเทพมหานครแล้วยังเป็นการสุ่มเสี่ยงที่ทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสขยายเป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น
ซึ่งทางไต่สวนแม้จะไม่ได้ความว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้เข้าไปโปรยกระดาษยื่นหนังสือราชอยุติธรรม อ่านกลอนตุลาการณ์ภิวัฒน์หรือมีการใช้เครื่องขยายเสียง รวมถึงการฝ่าฝืนแผนเหล็กรั้วกั้นอย่างเป็นผู้ร่วมชุมนุมคนอื่น ๆ ก็ตาม แต่การที่ผู้ถูกกล่าวหาได้เข้าร่วมชุมนุมและร่วมตะโกนต่อว่าร่วมกับผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ ย่อมมีลักษณะเป็นการทำให้ผู้ร่วมชุมนุมดังกล่าวเกิดความฮึกเหิมมากยิ่งขึ้นอันมีลักษณะเป็นการสนับสนุนผู้ชุมนุมดังกล่าวอยู่ในตัว
และถึงแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่าการที่ผู้ถูกกล่าวหาร่วมตะโกนด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวเนื่องจากไม่พอใจการทำงานของรัฐบาลและต้องการที่จะมาให้กำลังใจแก่ผู้ต้องขังที่ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวก็ตาม แต่ผู้กล่าวหาก็ยังสามารถเลือกใช้รูปแบบของการแสดงออกในการให้กำลังใจผู้ต้องขังที่ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว หรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้โดยไม่จำเป็นที่จะต้องกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อีกทั้งแม้จะได้ความว่าเป็นการด่าทอเจ้าพนักงานตำรวจ แต่เจ้าพนักงานตำรวจก็ได้รับการประสานเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยภายในบริเวณศาลซึ่งก็คือเจ้าพนักงาน
การกระทำดังกล่าวของผู้ถูกกล่าวหาจึงมีลักษณะเป็นการใช้คำพูดหรือกริยาในทางที่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยส่งเสียงดังภายในบริเวณศาลอาญาอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกําหนดของศาลอาญาว่าด้วยการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในบริเวณศาลอาญา พ.ศ.2564 ข้อ 1 และเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล
การกระทําของผู้ถูกกล่าวหา ถือเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลและฝ่าฝืนข้อกำหนดของศาลอาญาโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายและไม่มีข้อยกเว้นให้กระทำได้ จึงเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจ
จึงพิพากษาว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30, 31(3), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งความผิด เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีพฤติการณ์กระทำความผิดที่ร้ายแรง และไม่มีบทบาทสำคัญในการเตรียมการหรือวางแผนชุมนุม เรียกร้อง หรือก่อความวุ่นวายไม่สงบเรียบร้อยในบริเวณศาลในลักษณะกดดัน คุกคาม เหิมเกริม อุกอาจ
แต่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเพียงมีส่วนร่วมในกลุ่มเพื่อเป็นกำลังใจหรือเป็นแนวร่วมในเหตุการณ์ถือว่ายังไม่ถึงขั้นร้ายแรง ทั้งผู้ถูกกล่าวหามีวุฒิการศึกษาที่ดีน่าจะมีอนาคตในภายหน้าที่ดีขึ้น อีกทั้งผู้ถูกกล่าวหาไม่เคยมีประวัติต้องโทษจำคุกมาก่อน มีอาชีพสุจริตและมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง จึงสมควรให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหากลับตัวเป็นพลเมืองดีในสังคมสักครั้ง จึงให้รอการกำหนดโทษแก่ผู้ถูกกล่าวหามีกำหนด 2 ปี
แต่ทั้งนี้เห็นควรกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติโดยห้ามผู้ถูกกล่าวหาประพฤติตนในทำนองเดียวกับพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบริเวณศาลเช่นทำนองนี้อีกภายในกำหนดระยะเวลารอการกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56