ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยว ของไทยยังคงซบเซา จากมาตรการจำกัดการเดินทางเข้าออกประเทศที่เข้มงวด สัญญาณการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ในบางภูมิภาคทำให้ประเทศไทยต้องเริ่มพิจารณาและเตรียมตัวหาขั้นตอนในการเปิดรับนักท่องเที่ยว ในอนาคตเพื่อชดเชยรายได้จากการท่องเที่ยวที่หายไป
รายได้จากการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจสำคัญของไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ในปี 2019 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยว รวม 3.06 ล้านล้านบาท คิดเป็นถึง 20% ของมูลค่าเศรษฐกิจ ประเทศไทย มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 5.8% ต่อปีในช่วง 2017-2019 นักเที่ยวต่างชาติ มีจำนวน 39.8 ล้านคน
โดยตลาดนักท่องเที่ยว ที่สำคัญ ได้แก่ จีน กลุ่มประเทศอาเซียน และกลุ่มประเทศยุโรป ที่มีสัดส่วน 27.6%, 26.8%, และ 16.9% ของจำนวนนักท่องเที่ยว ทั้งหมด (รูปที่ 3) และเมื่อมองในมุมการใช้จ่าย นักท่องเที่ยว จากกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย และตะวันออกกลาง มีค่าใช้จ่ายต่อคนสูงสุดถึง 85,697 และ 81,262 บาท ส่วนรายจ่ายของนักท่องเที่ยว ที่เข้ามาไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 48,487 บาทต่อคน (รูปที่ 4)
รายจ่ายต่อคนของนักท่องเที่ยว และจำนวนนักท่องเที่ยว ของแต่ละประเทศ บ่งบอกประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเปิดประเทศ
วิจัยกรุงศรี มองว่า ประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยว เดินทางเข้าไทยสูงและมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง จะเป็นประเทศที่เราควรพิจารณาเปิดให้เดินทางเข้ามาในประเทศก่อน
โดยจาก 45 ประเทศที่ทำการศึกษามีนักท่องเที่ยว รวม 38.4 ล้านคนหรือคิดเป็น 96.4% ของนักท่องเที่ยว ทั้งหมด พบว่า การเปิดให้นักท่องเที่ยว จาก สวีเดน สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ อิสราเอล จีน และรัสเซีย เดินทางเข้าประเทศไทยจะสร้างรายได้ให้ประเทศไทยได้มากที่สุด
การเปิดรับนักท่องเที่ยวช่วยบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงจากโควิดที่เพิ่มขึ้น
วิจัยกรุงศรี สร้างดัชนีความเสี่ยงของการระบาดในแต่ละประเทศ ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงการนำเข้าการระบาดของโควิด-19 (Risk from imported cases)
หากมีการเปิดประเทศ โดยดัชนีความเสี่ยงของการระบาดคำนวณจาก 5 ปัจจัยต่อไปนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ต่อประชากรในช่วง 14 วันที่ผ่านมา (Total number of infections in the last 14 days) แนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อ (Infection trend) จำนวนการตรวจหาเชื้อโควิดต่อประชากรในช่วง 7 วันที่ผ่านมา (Total number of COVID-19 tests in the last 7 days) สัดส่วนการเจอเชื้อโควิด-19 (Positive rate)
และสัดส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสต่อประชากร 100 คน (Vaccine coverage per hundred persons) โดยใช้วิธี Principal Component Analysis เพื่อคำนวณดัชนี
ผลการศึกษาซึ่งแสดงในรูปที่ 5 พบว่าประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำได้แก่ ไต้หวัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดิอาระเบียซึ่งแทนด้วยสีเขียวในแผนที่ ขณะที่ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงจะถูกแทนด้วยสีแดง ซึ่งประเทศส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปตะวันออกและทวีปแอฟริกา การเลือกอนุญาตให้นักท่องเที่ยวจากประเทศ ที่มีความเสี่ยงต่ำ เดินทางเข้าประเทศไทยจะช่วยลดการนำเข้าความเสี่ยงของโควิด-19 ได้
ขณะที่ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่ำเป็นอันดับที่ 140 จาก 224 ประเทศทั้งหมดที่นำมาประเมิน เนื่องจากการติดเชื้อยังอยู่ในระดับสูง การตรวจโควิด-19 ต่ำ และสัดส่วนการตรวจเจอผู้ติดเชื้อสูง
การเปิดประเทศต้องทำอย่างระมัดระวังและเป็นขั้นตอน โดยเลือกใช้มาตรการและความเข้มงวดตามความเสี่ยงของประเทศ
การเลือกเปิดประเทศต้องคำนึงทั้งประโยชน์ที่จะได้รับและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเปิดรับนักท่องเที่ยว ดังนั้น วิจัยกรุงศรี จึงใช้จำนวนนักท่องเที่ยว และรายจ่ายของนักท่องเที่ยว รายคนมาคำนวณ Benefits score
เพื่อสะท้อนประโยชน์ที่จะได้รับจากการอนุญาตให้นักท่องเที่ยว จากประเทศนั้นๆ เดินทางเข้าไทย ส่วนความเสี่ยงจากการระบาดสะท้อนจากความเสี่ยงการนำเข้าการระบาดของโควิด-19
โดยประเทศไทยควรลดความเข้มงวดของมาตรการเดินทางเข้าประเทศ ให้กับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศไทยได้สูงและมีความเสี่ยงของการระบาดต่ำกว่าก่อน จากผลการศึกษาในรูปที่ 6 พบว่าประเทศที่ควรอนุญาตให้มีการเดินทางเข้าประเทศก่อนจะเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มขวาบนของกราฟ เช่น คูเวต ซาอุดิอาระเบีย ออสเตรเลีย และไต้หวัน เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า การจัดกลุ่มประเทศเพื่อหามาตรการควบคุมการเดินทางเข้าประเทศที่เหมาะสมจะต้องพิจารณาในทั้ง 2 มิติคือ ด้านความเสี่ยง และความสำคัญ โดยวิจัยกรุงศรี เสนอว่าควรแบ่งประเทศออกเป็นสี่กลุ่ม เพื่อจัดมาตรการที่เหมาะสม
ได้แก่ กลุ่มสีเขียว ซึ่งเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและมีความสำคัญสูง กลุ่มสีเหลือง (ประเทศที่มีความเสี่ยงปานกลาง) กลุ่มสีส้ม (ประเทศที่มีความเสี่ยงสูง) และกลุ่มสีแดง (ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงมากหรือมีความสำคัญต่อการท่องเที่ยวไทยน้อย) การแบ่งกลุ่มสามารถทำได้หลายเกณฑ์ขึ้นกับว่าเรามองปัจจัยใดสำคัญกว่ากันระหว่างรายได้และความเสี่ยง
โดยในการศึกษาชิ้นนี้ วิจัยกรุงศรี เสนอการแบ่งกลุ่มประเทศออกเป็นสามรูปแบบ ได้แก่
(1) ให้ความสำคัญทั้งสองปัจจัยเท่ากัน
(2) ให้ความสำคัญด้านรายได้มากกว่า และ
(3) ให้ความสำคัญด้านความเสี่ยงหรือสุขภาพมากกว่า โดยรายชื่อประเทศในแต่ละกลุ่มจากการแบ่งทั้งสามรูปแบบสามารถดูจากรูปที่ 7
นอกจากประเทศต้นทางของนักท่องเที่ยว ประวัติการฉีดวัคซีน ก็มีผลต่อการเลือกใช้มาตรการควบคุมการเดินทาง เข้าประเทศด้วย หากนักท่องเที่ยว เดินทางมาจากประเทศกลุ่มสีแดงและยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน มาตรการที่ใช้จะต้องมีความเข้มงวดสูง โดยมาตรการที่ใช้รวมถึง
(1) หลักฐานการฉีดวัคซีนครบโดสก่อนการเดินทางอย่างน้อย 14 วัน
(2) ผลตรวจ PCR ภายใน 72 ชม.ก่อนเข้าประเทศ
(3) การตรวจและสุ่มตรวจหลังจากเดินทางเข้าประเทศ
(4) การลงทะเบียนรายงานตัวตามเวลาที่กำหนด
(5) การกักตัวด้วยตัวเอง
(6) การห้ามออกนอกเขตที่กำหนดหรือกำหนดพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยวที่เหมาะสม และ
(7) การกักตัวที่สถานกักตัวของรัฐหรือเอกชนที่รัฐกำหนด
การวิจัยกรุงศรี ได้เสนอมาตรการที่อาจนำมาใช้แบ่งตามนักท่องเที่ยวกลุ่มต่างๆ ตามรูปที่ 8 ทั้งนี้ รายชื่อประเทศในแต่ละกลุ่มและมาตรการที่ใช้ควรถูกนำกลับมาพิจารณาทุก 14 วันเพื่อความเหมาะสมต่อไป
นอกจาก การพิจารณาขั้นตอนการคลายความเข้มงวด ของมาตรการควบคุมการเดินทางเข้าประเทศแล้ว การควบคุมการระบาดในประเทศและการเร่งฉีดวัคซีนที่รวดเร็ว จะช่วยให้ผู้คนและเศรษฐกิจในประเทศสามารถสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถกลับมาเปิดประเทศได้เร็วขึ้น
และยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เดินทางเข้ามาในประเทศได้ อีกทั้ง การเตรียมรับมือป้องกันทั้งในด้านความพร้อมของระบบป้องกัน ระบบเตือนความเสี่ยงของการระบาดและการเพิ่มความสามารถ ในการรองรับการระบาดครั้งใหม่ยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อการคลายล็อกดาวน์ มาตรการเดินทางระหว่างประเทศในระยะต่อไป